ในปัจจุบันที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่งยวดในภาคธุรกิจและการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้วยขีดความสามารถในการคำนวณที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ต่ำลง และการมีข้อมูลมหาศาลจากหลากหลายแหล่งให้เรียนรู้ ทว่าความท้าทายที่แท้จริงของการนำ AI มาใช้งานในองค์กร ไม่ใช่เรื่องของความอัจฉริยะในการประมวลผลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ "ความไว้วางใจ" ว่าระบบเหล่านั้นจะทำงานได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่สร้างความเสียหายต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
คำถามสำคัญคือ เราจะวัดความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนนี้ได้อย่างไร? มาตรฐานสากล ISO/IEC 22989:2022 ได้เข้ามาร่างกรอบคำศัพท์และวางรากฐานแนวคิดสากล โดยเฉพาะการนิยามคุณลักษณะของ "ความน่าเชื่อถือ" (Trustworthiness) ของระบบ AI ไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้องค์กรทุกประเภท ทั้งภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐบาล และองค์กรไม่แสวงหากำไร ได้ใช้เป็นเข็มทิศในการควบคุม ตรวจสอบ และบริหารความเสี่ยงจากการใช้งาน AI
นิยาม "ความน่าเชื่อถือ" (Trustworthiness) ตามมาตรฐาน ISO/IEC 22989 คืออะไร?
ตามมาตรฐาน ISO/IEC 22989 ได้ให้คำจำกัดความของความน่าเชื่อถือไว้อย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า:
"ความน่าเชื่อถือ (Trustworthiness) คือ ความสามารถในการตอบสนองความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ในรูปแบบที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ (Verifiable way)"
คำสำคัญของนิยามนี้อยู่ที่คำว่า "ในรูปแบบที่ตรวจสอบและพิสูจน์ได้" นั่นหมายความว่า ความน่าเชื่อถือของ AI ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกหรือการกล่าวอ้างลอยๆ แต่จะต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์…
ในบทสนทนาประจำวันเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เรามักคุ้นเคยกับการใช้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ของมนุษย์ เช่น AI กำลัง "เรียนรู้" (Learning) AI กำลัง "เข้าใจ" (Understanding) หรือ AI สามารถ "ตัดสินใจ" (Decisions) ได้ การเปรียบเทียบเช่นนี้เป็นบ่อเกิดสำคัญของปรากฏการณ์ "Anthropomorphism" หรือการมองว่าสิ่งไม่มีชีวิตอย่างเทคโนโลยีมีจิตสำนึก ความรู้สึก และความตระหนักรู้อย่างมนุษย์
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานสากล ISO/IEC 22989:2022 ซึ่งเป็นมาตรฐานรากฐานด้านแนวคิดและคำศัพท์ปัญญาประดิษฐ์ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจคำจำกัดความทางวิศวกรรมที่ถูกต้อง และการยอมรับข้อจำกัดที่แท้จริงของระบบ AI เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดดังกล่าว สำหรับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานด้าน IT และผู้ดูแลความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) การแยกแยะความแตกต่างระหว่าง "การจำลองการทำงานขั้นต้น" กับ "ความตระหนักรู้จริง" ถือเป็นปัจจัยวิกฤตในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและกำหนดระดับการกำกับดูแลระบบ AI ได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง
แนวคิด "Avoid Anthropomorphism" ตามมาตรฐาน ISO/IEC 22989 คืออะไร?
ภายใต้หมวดแนวคิดหลักของปัญญาประดิษฐ์ มาตรฐาน ISO/IEC 22989 ได้มีการชี้แจงเกี่ยวกับการเลือกใช้ถ้อยคำไว้อย่างชัดแจ้ง แม้ว่ามาตรฐานสากลฉบับนี้จะใช้คำศัพท์อย่าง "ความฉลาด" (Intelligence), "ความเข้าใจ" (Understanding),…
ในยุคที่องค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกหันมาใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและช่วยสนับสนุนการทำงาน แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายสำคัญร่วมกันสำหรับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน IT และผู้ดูแลความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) คือการทำความเข้าใจความแตกต่างขั้นพื้นฐานระหว่างระบบซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมกับระบบ AI หลายองค์กรยังคงคาดหวังว่าการบริหารจัดการ ควบคุม และการทวนสอบ AI จะดำเนินไปในลักษณะและใช้แนวทางแบบเดียวกับซอฟต์แวร์ไอทีทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบทั้งสองมีโครงสร้างหลักและพฤติกรรมทางวิศวกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงตามกรอบที่มาตรฐานสากล ISO/IEC 22989:2022 ได้ระบุไว้ บทความนี้จะเจาะลึกความแตกต่างที่สำคัญในมิติต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
ตรรกะการทำงาน: เขียนคำสั่งแบบเฉพาะเจาะจง (Hardcoded) VS การเรียนรู้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven)
ความแตกต่างในแง่วิธีการสร้างตรรกะและแนวคิดทางคอมพิวเตอร์เป็นจุดแบ่งแยกที่สำคัญที่สุดระหว่างสองระบบ:
ระบบซอฟต์แวร์ทั่วไป (Traditional Software Systems / Conventional Programming): พัฒนาขึ้นโดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญหรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในการกำหนดตรรกะเพื่อแก้ปัญหาอย่างชัดแจ้ง โดยระบุขั้นตอนการประมวลผลและการคำนวณที่แม่นยำ (Exact computational steps) ลงไปในซอฟต์แวร์ด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ระบบประเภทนี้จึงถูกออกแบบให้ทำงานอย่างแม่นยำตามข้อกำหนดและรายละเอียดเชิงคุณสมบัติ (Requirements and specifications) ที่วางไว้ก่อนหน้า
ระบบ AI ที่อิงการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning-based AI Systems): ตรรกะการทำงานทั้งหมดไม่ได้ถูกระบุหรือเขียนโปรแกรมกำหนดไว้ล่วงหน้าแบบครอบคลุม (not…
ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เติบโตก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว จากความสามารถในการคำนวณที่สูงขึ้น ต้นทุนที่ต่ำลง และการมีข้อมูลมหาศาลจากหลายแหล่งให้เรียนรู้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า "AI" ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทุกองค์กรพยายามนำมาประยุกต์ใช้ ทว่า เนื่องจาก AI เป็นศาสตร์ที่ผสมผสานหลากหลายสาขาวิชา ทั้งวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาการข้อมูล (Data Science) คณิตศาสตร์ ไปจนถึงมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ การสื่อสารและการตีความเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้จึงมักเกิดความสับสนและคลาดเคลื่อน คำศัพท์เดียวกันอาจมีความหมายต่างกันในแต่ละบริบท ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงในการทำงานและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ คณะกรรมการวิชาการร่วม ISO/IEC JTC 1/SC 42 จึงได้จัดทำมาตรฐาน ISO/IEC 22989:2022 ขึ้น เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการจัดระเบียบและวางรากฐานแนวคิดด้านปัญญาประดิษฐ์ให้โลกเข้าใจตรงกัน
ISO/IEC 22989 คืออะไร และทำไมทุกองค์กรจึงต้องหันมามอง? ISO/IEC 22989 คือ มาตรฐานสากลฉบับแรกที่จัดทำขึ้นเพื่อกำหนดคำศัพท์เฉพาะและอธิบายแนวคิดพื้นฐานในสาขาปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาตรฐานนี้ไม่ได้จำกัดการใช้งานอยู่เพียงแค่ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจเชิงพาณิชย์ หน่วยงานรัฐบาล หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร
ประโยชน์หลักของการมีมาตรฐานนี้คือ การสนับสนุนการสื่อสารระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทุกฝ่ายให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการพัฒนามาตรฐานสากลด้าน AI อื่น ๆ…
Innovation ที่ดีต้องเริ่มจากปัญหาจริง: จากภัยหลอกลวงออนไลน์สู่ Scam Check โดยทีม Innovation ของ ACIS
นวัตกรรมไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด
หลายครั้ง Innovation ที่มีคุณค่ามากที่สุดเกิดจากคำถามง่าย ๆ ว่า
“วันนี้ผู้ใช้งานกำลังเจอปัญหาอะไร และเราสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยลดปัญหานั้นได้อย่างไร?”
สำหรับ ACIS Professional Center แนวคิด Problem-Driven Innovation เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมด้าน Cybersecurity
เพราะในโลกของ Cybersecurity ปัญหาและภัยคุกคามไม่เคยหยุดนิ่ง
เมื่อพฤติกรรมของผู้ใช้งานเปลี่ยน ช่องทางการโจมตีก็เปลี่ยนตาม และเทคโนโลยีที่ใช้ป้องกันภัยก็ต้องสามารถพัฒนาได้ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
เมื่อ Cyber Threat กลายเป็นปัญหาใกล้ตัว
ภัยหลอกลวงออนไลน์และ Social Engineering เป็นตัวอย่างของภัย Cybersecurity ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับระบบ IT ขนาดใหญ่
แต่กระทบกับประชาชนทั่วไปโดยตรง
ข้อความ SMS
บัญชี Social Media
เว็บไซต์
ลิงก์
หรือข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือ สามารถถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลโกงได้
ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการสร้างระบบรักษาความปลอดภัยหลังบ้าน…
Artificial Intelligence โดยเฉพาะ Generative AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรอย่างรวดเร็ว
จากเดิมที่ AI ถูกใช้เป็นเพียงโครงการทดลอง วันนี้ AI เริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างเนื้อหา การบริการลูกค้า การพัฒนาซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการสนับสนุนการตัดสินใจ
คำถามขององค์กรจึงเปลี่ยนจาก
“เราจะใช้ AI ได้อย่างไร?”
มาเป็น
“เราจะใช้ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์ และยังสามารถควบคุมความเสี่ยงได้?”
นี่คือจุดที่ Innovation ต้องทำงานร่วมกับ Governance
ความเร็วของ AI มาพร้อมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่
การเปิดให้บุคลากรทดลองใช้ Generative AI สามารถสร้าง Productivity ได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าปราศจากการกำกับดูแล องค์กรอาจเผชิญกับปัญหา เช่น
ข้อมูลสำคัญถูกนำเข้าสู่ระบบ AI โดยไม่ได้รับอนุญาต
ผลลัพธ์จาก AI มีข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
ไม่สามารถตรวจสอบว่าใครใช้ AI กับข้อมูลใด
มีการใช้ AI โดยไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน
ค่าใช้จ่ายจากการใช้…
ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำว่า “Innovation” ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ก่อนคนอื่น หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ทันกระแส แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ องค์กรสามารถกำกับดูแลนวัตกรรมนั้นให้สร้างคุณค่า มีความรับผิดชอบ และไม่สร้างความเสี่ยงเกินกว่าที่องค์กรยอมรับได้หรือไม่
สำหรับ ACIS Professional Center เรามองว่า Innovation และ Governance ไม่ควรถูกแยกออกจากกัน
เพราะนวัตกรรมที่ดีไม่ควรจบเพียงแค่คำว่า “ทำได้” แต่ควรตอบคำถามต่อไปให้ได้ด้วยว่า
ทำไปเพื่ออะไร
สร้างคุณค่าอะไรให้กับองค์กรหรือผู้ใช้งาน
ใครเป็นผู้รับผิดชอบ
มีความเสี่ยงอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง
เราจะวัดผลและติดตามอย่างไร
และเมื่อบริบทเปลี่ยนไป เราจะปรับปรุงนวัตกรรมนั้นอย่างไร
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของ ISO/IEC 38500:2024 ที่ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ IT ได้อย่างมีประสิทธิผล มีความรับผิดชอบ และสอดคล้องกับทิศทางขององค์กร
จาก Technology Adoption สู่ Technology Governance
ความท้าทายขององค์กรในปัจจุบันไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่คือมีเทคโนโลยีให้เลือกมากเกินไป
Cloud, Artificial Intelligence, Generative AI, Automation, Data Analytics หรือ Digital…
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชื่อดัง ชี้ 2 จุดพึงระวัง โครงการ Digital Wallet ที่ต้องตรวจสอบ คือ การพิสูจน์และยืนยันตัวตน และการพัฒนาระบบ Payment Gateway
โครงการ Digital Wallet ภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกฯ “เศรษฐา ทวีสิน” ที่ขับเคลื่อนมาระยะหนึ่งแล้ว แม้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะไปต่อหรือไม่อย่างไร? ซึ่งที่ผ่านมาโครงการนี้เป็นความคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ด้วยการแจกเงินให้กับประชาชนคนละ 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet
สำหรับโครงการ Digital Wallet หลายฝ่ายมีความกังวลในแง่มุมต่างๆ เช่น ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจจะไม่ได้ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบหลายรอบ หรือแม้แต่เรื่องการจัดสรรงบประมาณที่จะกระทบต่อส่วนอื่นก็ตาม แต่อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมากคือ “เรื่องความมั่นคงปลอดภัยของระบบ”
ประเด็นหลังสุดนี้ อาจารย์ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย ประธานกรรมการบริหารเอซิส และไซเบอร์ตรอน กล่าวถึงความกังวลด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบภายใต้โครงการ Digital Wallet มี 2 ประเด็นหลัก (จาก 3 องค์ประกอบ คือ แอปทางรัฐ, Payment Gateway และ Digital…
ก่อนสมัครสอบ Certification
อย่าเพิ่งรีบสมัครสอบ...
ถ้ายังไม่รู้ว่า CISM สอบอะไรบ้าง?
เข้าใจเนื้อหาครบทั้ง 4 Domains
CISM ครอบคลุมความรู้ด้าน Information Security Management 4 ด้านสำคัญ
🔐 Information Security Governance
⚖️ Information Security Risk Management
📊 Information Security Program
🚨 Incident Management
การอบรมช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของเนื้อหาอย่างเป็นระบบ ก่อนเข้าสู่สนามสอบจริง
เรียนรู้แนวคิด ไม่ใช่แค่ท่องจำ
ข้อสอบ CISM ไม่ได้วัดเพียงความจำ แต่ต้องเข้าใจว่า... “ในสถานการณ์นี้ Information Security Manager ควรทำอะไรเป็นอันดับแรก?”
การเรียนกับผู้มีประสบการณ์ช่วยให้เข้าใจแนวคิดด้าน Governance, Risk, Program และ Incident Management ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เชื่อมโยงเนื้อหากับมาตรฐานสากล
CISM…
เรียนอะไรบ้าง? เหมาะกับ Career Path แบบไหน?
CISM (Certified Information Security Manager) Certification สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะด้าน Information Security Management และเติบโตสู่บทบาทด้าน Cybersecurity Management
CISM ครอบคลุม 4 Domains สำคัญ Information Security Governance วางทิศทาง Security ให้สอดคล้องกับธุรกิจ
เรียนรู้เกี่ยวกับ
Security Strategy
Governance Framework
Policies & Standards
Roles & Responsibilities
เหมาะกับสายงาน : Security Governance • GRC • Security Manager
Information Security Risk Management
บริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
เรียนรู้เกี่ยวกับ…
จุดต่างสำคัญ
CISM CISSP
🔍 จุดต่างสำคัญCISMCISSP🎯 เน้นManagementTechnical + Management🧭 Focusบริหาร Information Securityครอบคลุม Cybersecurity รอบด้าน👔 เหมาะกับผู้จัดการ / ผู้บริหาร SecuritySecurity Professional📊 จุดเด่นGovernance, Risk, Program, IncidentSecurity Architecture, Engineering, Operations🚀 Career PathSecurity Manager / GRC / IT RiskSecurity Architect / Engineer / Security Leader
ถ้าคุณต้องการ...
👔 บริหารและกำหนดทิศทาง Security
📊 จัดการความเสี่ยงและ Governance
🧩 บริหาร Security Program
🚨 วางแผนรับมือ Incident
เลือก CISM…
ในโลกธุรกิจที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์กรไม่ได้ต้องการเพียงผู้ที่สามารถติดตั้งระบบ Security หรือแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังต้องการบุคลากรที่สามารถ บริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ
นี่คือเหตุผลที่ CISM (Certified Information Security Manager) กลายเป็นหนึ่งใน Certification ที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการเติบโตในสาย Information Security Management, Cybersecurity Governance และ IT Risk Management
CISM เรียนอะไร?
CISM มุ่งเน้นทักษะด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ โดยครอบคลุม 4 Domain สำคัญ ได้แก่
Information Security Governance
เรียนรู้การกำหนดทิศทาง นโยบาย และกลยุทธ์ด้าน Information Security ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
Information Security Risk Management
ประเมินและบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจและจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
Information Security Program
เรียนรู้การวางแผน จัดทำ และบริหาร Information…
