เรียนอะไรบ้าง? เหมาะกับ Career Path แบบไหน?
CISM (Certified Information Security Manager) Certification สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะด้าน Information Security Management และเติบโตสู่บทบาทด้าน Cybersecurity Management
CISM ครอบคลุม 4 Domains สำคัญ Information Security Governance วางทิศทาง Security ให้สอดคล้องกับธุรกิจ
เรียนรู้เกี่ยวกับ
Security Strategy
Governance Framework
Policies & Standards
Roles & Responsibilities
เหมาะกับสายงาน : Security Governance • GRC • Security Manager
Information Security Risk Management
บริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
เรียนรู้เกี่ยวกับ…
จุดต่างสำคัญ
CISM CISSP
🔍 จุดต่างสำคัญCISMCISSP🎯 เน้นManagementTechnical + Management🧭 Focusบริหาร Information Securityครอบคลุม Cybersecurity รอบด้าน👔 เหมาะกับผู้จัดการ / ผู้บริหาร SecuritySecurity Professional📊 จุดเด่นGovernance, Risk, Program, IncidentSecurity Architecture, Engineering, Operations🚀 Career PathSecurity Manager / GRC / IT RiskSecurity Architect / Engineer / Security Leader
ถ้าคุณต้องการ...
👔 บริหารและกำหนดทิศทาง Security
📊 จัดการความเสี่ยงและ Governance
🧩 บริหาร Security Program
🚨 วางแผนรับมือ Incident
เลือก CISM…
ในโลกธุรกิจที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์กรไม่ได้ต้องการเพียงผู้ที่สามารถติดตั้งระบบ Security หรือแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังต้องการบุคลากรที่สามารถ บริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ
นี่คือเหตุผลที่ CISM (Certified Information Security Manager) กลายเป็นหนึ่งใน Certification ที่ได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการเติบโตในสาย Information Security Management, Cybersecurity Governance และ IT Risk Management
CISM เรียนอะไร?
CISM มุ่งเน้นทักษะด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ โดยครอบคลุม 4 Domain สำคัญ ได้แก่
Information Security Governance
เรียนรู้การกำหนดทิศทาง นโยบาย และกลยุทธ์ด้าน Information Security ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
Information Security Risk Management
ประเมินและบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจและจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
Information Security Program
เรียนรู้การวางแผน จัดทำ และบริหาร Information…
ในยุคปัจจุบัน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคอีกต่อไป แต่กลายเป็นวาระสำคัญระดับคณะกรรมการบริษัท (Board-level) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องของธุรกิจและมูลค่าของผู้ถือหุ้น การพึ่งพาเพียง "การป้องกัน" อย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ความยืดหยุ่นในการฟื้นตัวจากวิกฤต (Resilience) ได้กลายมาเป็นกลยุทธ์สำคัญอันดับต้นๆ สำหรับซีอีโอและบอร์ดบริหาร
3 คลื่นภัยคุกคามที่กำลังเปลี่ยนนิยามความเสี่ยงทางไซเบอร์
1. ภัยคุกคามผ่านช่องโหว่ส่วนขอบเครือข่าย (Perimeter Threats) การโจมตีผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกับภายนอก (เช่น ไฟร์วอลล์, VPN, แพลตฟอร์มแชร์ไฟล์, SaaS) ได้แซงหน้าการขโมยข้อมูลประจำตัวจนกลายเป็นช่องทางเข้าถึงระบบเริ่มต้นอันดับ 1 ของแฮกเกอร์ ในปี 2025 กว่าหนึ่งในสามของการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ (Ransomware) ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของ VPN และไฟร์วอลล์ นอกจากนี้ การโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่ระบบคลาวด์ยังพุ่งสูงขึ้นถึง 37% ซึ่งสอดคล้องกับการปรับใช้สภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริดขององค์กร
2. การโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-Driven Attacks) Generative AI กำลังถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนการโจมตีแบบฟิชชิ่ง (Phishing) และ Deepfake สูงถึง 82% ซึ่งส่งผลกระทบต่อองค์กรกว่า 62% การปรากฏตัวของชุดเครื่องมือโจมตีแบบบริการเบ็ดเสร็จ (AI-as-a-service…
ในปัจจุบัน การใช้งาน AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini กลายเป็นเครื่องมือที่หลายคนคุ้นเคย แต่เทคโนโลยีที่กำลังก้าวเข้ามาและมีความอัจฉริยะกว่าเดิมมหาศาลคือสิ่งที่เรียกว่า "AI Agent"
อ.ปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ได้ออกมาเตือนถึงมุมลบและภัยแฝงของ AI Agent ที่อาจกลายเป็น "อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยไม่รู้ตัว" หากผู้ใช้งานและองค์กรขาดการควบคุมที่ถูกต้อง
AI Agent คืออะไร? และทำไมจึงทรงพลังกว่า AI ทั่วไป
AI Agent คือ AI ที่มีความสามารถในการประมวลผล วิเคราะห์ และตัดสินใจทำงานแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติแบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นจนจบผ่านการรับคำสั่งเพียงครั้งเดียว
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ AI ปกติเปรียบเสมือนผู้ที่มีแค่ “หู ตา และปาก” ที่คอยรับข้อมูลและสื่อสาร แต่ AI Agent เปรียบเสมือนการมี "แขนและขา" เพิ่มเข้ามา ทำให้สามารถลงมือทำกิจกรรมต่างๆ แทนมนุษย์ได้จริง เช่น การจัดการไฟล์ในเครื่อง, การเขียนอีเมลนัดหมาย, รวบรวมและสรุปบิลค่าใช้จ่ายจากอีเมล, จองตั๋วเครื่องบิน หรือแม้แต่จัดทำสไลด์…
ในยุคที่เราใช้ AI ช่วยทำงานและตอบคำถามในชีวิตประจำวันแทบทุกเรื่อง หลายคนอาจหลงลืมไปว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว จากอดีตที่เรามักจะกลัวแฮกเกอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ในปัจจุบัน ภัยที่น่ากลัวที่สุดอาจมาจาก "ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน" ที่เราใช้งานอยู่ทุกวัน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกมุมมองและคำแนะนำจาก ดร.ปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ACIS Professional Center และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) เกี่ยวกับวิธีเอาตัวรอดในยุค AI
"ของฟรีไม่มีในโลก" เมื่อคุณคือสินค้าของ AI แอปพลิเคชัน AI ต่างๆ ใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลหลักหมื่นถึงแสนล้านบาท ดังนั้นผู้ให้บริการเหล่านี้จึงไม่ใช่มูลนิธิที่จะมาให้บริการเราฟรีๆ กฎเหล็กที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ "If product is free, you are their product" (หากสินค้าคือของฟรี ตัวคุณนั่นแหละคือสินค้า) การที่ AI สามารถโต้ตอบและฉลาดขึ้นได้ เป็นเพราะมันเรียนรู้จากข้อมูลที่เราพิมพ์ป้อนเข้าไป หากเราใช้งานไปนานๆ AI จะสามารถจดจำโปรไฟล์ของเราได้หมด ไม่ว่าจะเป็นสีรถที่เราใช้ หรือความกังวลเรื่องสุขภาพ และมักจะนำเรื่องเหล่านี้กลับมาตอบเราเสมอ
ความลับที่ถูกนำไปขายต่อให้กับบุคคลที่สาม หลายคนอาจคิดว่าการนั่งพิมพ์คุยกับ AI อยู่คนเดียวหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องส่วนตัว แต่แท้จริงแล้วมันเปรียบเสมือน…
แม้ประเทศไทยจะมีการบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับเพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ. ไซเบอร์, พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) รวมถึงล่าสุดคือ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แต่สถานการณ์ความเสียหายกลับยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จากสถิติความเสียหายจนถึงช่วงกลางปี 2569 พบว่าคนไทยสูญเงินรวมกว่า 34,095 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 64 ล้านบาท
บทความนี้สรุปมุมมองและบทวิเคราะห์เชิงลึกจาก ดร. ปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับวารสารจุลนิติ ถึงรอยรั่วของการบังคับใช้กฎหมาย และแนวทางแก้ไขเพื่อยกระดับความมั่นคงทางดิจิทัลของไทย
1. กฎหมายใหม่ แต่ผลลัพธ์ยัง "ต่ำมาก" เจตนารมณ์ของกฎหมายใหม่ต้องการกระจายความรับผิดชอบ (Shared Responsibility) ให้ครอบคลุม 4 ฝ่าย ได้แก่ ผู้เสียหาย ธนาคาร ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (Operator) และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อคดีถึงชั้นศาล ภาระมักตกอยู่ที่ผู้เสียหายและธนาคารฝ่ายละครึ่ง โดยยังไม่ปรากฏกรณีที่ผู้ให้บริการเครือข่ายหรือแพลตฟอร์มต้องมาร่วมชดใช้หรือถูกปรับอย่างจริงจัง ทำให้ ดร. ปริญญา ประเมินว่าผลสัมฤทธิ์ของการบังคับใช้…
Cyber Dominance in the Age of Agentic AI: Exploring AI Sovereignty, Implementing Governance Frameworks, and Preparing Organizations for Q-Day ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในยุค Agentic AI: กำหนดกรอบธรรมาภิบาล เตรียมองค์กรรับมือ Q-Day
CDIC 2026 งานสัมมนาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ประจำปีระดับประเทศ กลับมาอีกครั้งในวาระครบรอบ 25 ปี ภายใต้ธีมหลัก
“Cyber Dominance in the Age of Agentic AI: Exploring AI Sovereignty, Implementing AI Governance Frameworks, and Preparing Organizations for Q-Day”
โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดบรรจบของสองเทคโนโลยีพลิกโฉม (Disruptive technologies)…
โลกของความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยทางไอทีทุกระดับจำเป็นต้องพิจารณาและเตรียมรับมือกับ "แรงขับเคลื่อนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง" (Disruptive forces) เพื่อกำหนดทิศทางแผนงานในอนาคต
จากรายงานสรุปงานวิจัยด้านความปลอดภัยประจำปี 2026 เราได้รวบรวม 5 ตัวเปลี่ยนเกมอันดับต้นๆ (Top Disruptors) ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความปลอดภัยแห่งอนาคตมาไว้ให้คุณแล้ว
1. โครงข่ายพื้นผิวการโจมตีระดับโลก (Global Attack Surface Grid) และการป้องกันแบบไซเบอร์คิเนติก
ในยุคที่ระบบดิจิทัลและระบบโลกกายภาพ (Physical systems) ผสานรวมกัน ภัยคุกคามไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้าจออีกต่อไป หุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยานยนต์ไร้คนขับ และระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม ล้วนเชื่อมต่อกับเครือข่ายดิจิทัล ทำให้การโจมตีเพียงจุดเดียวอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงชีวิตและความปลอดภัยของมนุษย์ได้
ด้วยเหตุนี้ แนวคิด "ความปลอดภัยไซเบอร์คิเนติก" (Cyberkinetic Security) จึงเกิดขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับการปกป้องสินทรัพย์ทางกายภาพและความปลอดภัยของมนุษย์ เหนือกว่าการรักษาความลับของข้อมูลแบบดั้งเดิม มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 การลงทุนด้านความปลอดภัยใหม่ๆ อย่างน้อย 50% สำหรับระบบอัตโนมัติ จะมุ่งเน้นไปที่มาตรการรักษาความปลอดภัยแบบไซเบอร์คิเนติกเป็นหลัก
2. แพลตฟอร์มความน่าเชื่อถือและความถูกต้องทางดิจิทัล (Digital Trust and Authenticity Platforms)
ปัจจุบัน…
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม (Third-party) หรือห่วงโซ่อุปทาน ถือเป็นหนึ่งในสามภัยคุกคามสูงสุดที่องค์กรต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างแพร่หลายซึ่งทำให้ความเสี่ยงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม องค์กรมักจะให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสถานะความปลอดภัยเฉพาะช่วงก่อนเริ่มทำสัญญาเท่านั้น ทำให้พลาดโอกาสสำคัญที่สุดในช่วง "การต่ออายุ" (Renewal) และ "การสิ้นสุดสัญญา" (Termination) ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นช่วงเวลาที่องค์กรสามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มอำนาจต่อรองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เพื่อให้การจัดการความเสี่ยงจากบุคคลที่สามมีความยืดหยุ่นและรัดกุม องค์กรควรปรับปรุงกระบวนการผ่าน 4 กิจกรรมหลักดังต่อไปนี้:
1. การประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์ซ้ำ (Cybersecurity Risk Reassessment) การบริหารจัดการความเสี่ยงไม่ใช่สิ่งที่จะทำเพียงครั้งเดียวจบ แต่ต้องทำเป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง ในช่วงต่ออายุสัญญา องค์กรควรแยกแยะว่าผู้ให้บริการรายใดสามารถเข้าสู่ กระบวนการต่ออายุแบบเร่งด่วน (Fast-tracked) ได้ หรือรายใดที่ต้อง ประเมินซ้ำอย่างเข้มงวด
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด ได้แก่:
ความสำคัญต่อธุรกิจที่เพิ่มขึ้น: ขอบเขตการทำงานที่กว้างขึ้น หรือความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียวมากเกินไป (Concentration risk)
ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่สูงขึ้น: เช่น ผู้ให้บริการเคยถูกละเมิดความปลอดภัย, มีการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น, มีการใช้ AI เพิ่มขึ้น, หรือมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ
การประเมินคุณภาพการสื่อสาร: หากผู้ให้บริการมีการสื่อสารที่เชิงรุกและช่วยแก้ปัญหา สิ่งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีถึงความสามารถในการจัดการความเสี่ยงในอนาคต และสามารถพิจารณาเร่งรัดการต่ออายุสัญญาได้
2. การปรับปรุงแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ…
ในโลกที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การตั้งรับและป้องกันอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้นำด้านไอทีและผู้บริหารเริ่มตระหนักว่าการป้องกันอุบัติการณ์ทางไซเบอร์ให้ได้ 100% นั้นเป็นเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ แนวโน้มใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยลดการพึ่งพาวิธีคิดแบบ "การป้องกัน" (Prevention) และหันมาให้ความสำคัญกับ "การจำกัดความเสียหาย" (Limiting Harm) และ "การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง" แทน
นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านจากยุคของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) สู่ยุคของ "ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์" (Cyber Resilience) อย่างเต็มตัว
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (The Big Shift)
ภายในปี 2028 คาดว่า 50% ของผู้บริหารระดับ CISO (Chief Information Security Officer) จะเปลี่ยนชื่อโปรแกรมความปลอดภัยของตนเป็น "ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์" อย่างเป็นทางการ
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเล่นคำ แต่เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่มองว่าเป้าหมายหลักของการรักษาความปลอดภัยคือการลดผลกระทบทางธุรกิจให้เหลือน้อยที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
4 เทรนด์สำคัญด้านความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ที่คุณต้องรู้
1. ยอมรับว่า "การฟื้นฟูระบบ" คือเป้าหมายหลัก หมดยุคของการพยายามป้องกันทุกการโจมตี องค์กรและผู้บริหารระดับสูงต้องหันมาสนับสนุนแนวทางการจำกัดความเสียหาย โดยตระหนักว่าเราอาจไม่สามารถหยุดยั้งทุกการโจมตีได้ แต่เราสามารถควบคุมผลกระทบได้ หากองค์กรยังยึดติดกับโมเดลที่เน้นแต่การป้องกันแบบล้าสมัย จะพบว่าตนเองไม่พร้อมรับมือเมื่อระบบถูกเจาะ ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงอย่างรุนแรง…
ในยุคที่ระบบดิจิทัลและระบบกายภาพถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก เครือข่ายพื้นที่การโจมตีระดับโลก (Global Attack Surface Grid หรือ GASG) ได้ขยายตัวขึ้นอย่างมหาศาล การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "ภัยคุกคามแบบ Cyberkinetic" ซึ่งเปลี่ยนจากการมุ่งโจมตีข้อมูลดิจิทัลแบบดั้งเดิม มาเป็นการพุ่งเป้าไปที่สินทรัพย์สำคัญทางกายภาพและคุกคามความปลอดภัยในชีวิตของมนุษย์โดยตรง
ทำไมแนวทางความปลอดภัยแบบเดิมถึงไม่เพียงพออีกต่อไป? ผู้บริหารระดับ C-level จะต้องตระหนักว่าเรื่องนี้ได้กลายเป็นความรับผิดชอบระดับคณะกรรมการบริษัทแล้ว เนื่องจากภัยคุกคามทางดิจิทัลสามารถลุกลามไปสู่การทำลายล้างทางกายภาพหรือสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว ระบบป้องกันทางไซเบอร์แบบตอบสนอง (Reactive) ที่เราคุ้นเคยนั้นล้าสมัยไปแล้วเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI
องค์กรในยุคนี้จึงต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเน้น "ความปลอดภัยจากการออกแบบ (Security by design)" ไปสู่ "ความยืดหยุ่นจากการออกแบบ (Resilience by design)" โดยมุ่งลงทุนในโซลูชันที่สามารถรับประกันได้ว่าระบบจะยังคงทำงานต่อไปได้แม้ในขณะที่กำลังถูกโจมตีทางกายภาพผ่านเครือข่ายไซเบอร์
3 อุตสาหกรรมหลักที่เผชิญกับความเสี่ยงรุนแรงที่สุด เมื่อเส้นแบ่งระหว่างโลกดิจิทัลและการปฏิบัติการจริงพังทลายลง อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีควบคุมอุปกรณ์ทางกายภาพโดยตรงจะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก ได้แก่:
การขนส่งและยานพาหนะอัตโนมัติ: เมื่อยานยนต์ไร้คนขับระดับ 4 และ 5 เริ่มวิ่งบนถนนสาธารณะ ยานพาหนะเหล่านี้ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อเครือข่ายตลอดเวลา หากแฮกเกอร์สามารถเจาะระบบเครือข่ายควบคุมภายในรถ (CAN Bus - Controller Area Network)ได้เพียงครั้งเดียว พวกเขาอาจสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของรถจากระยะไกล และเปลี่ยนรถยนต์ให้กลายเป็นอาวุธบนท้องถนนได้…
