
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้แม้แต่องค์กรที่มีความพร้อมสูงก็ยังจำเป็นต้องวิเคราะห์ภูมิทัศน์ของภัยคุกคามอยู่เสมอ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนด้านความปลอดภัย ปัจจุบันคณะกรรมการบริหารมีความกังวลในเรื่องนี้อย่างมาก โดย 81% มองว่าความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ และ 93% มองว่าเป็นภัยคุกคามต่อมูลค่าของผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม มีกรรมการบริหารไม่ถึง 40% ที่มีความมั่นใจในความสามารถของผู้บริหารฝ่ายไอทีและฝ่ายความปลอดภัย (CIOs/CTOs และ CISOs) ในการปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามเหล่านี้
เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จะต้องทำให้ผู้บริหารระดับ C-level ตระหนักถึงความเสี่ยง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้อง
ทำความเข้าใจภัยคุกคามด้วยเมทริกซ์ ThreatScape
เพื่อช่วยให้ผู้บริหารและ CISO สามารถสื่อสารและจัดลำดับความสำคัญทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว Gartner ได้นำเสนอโมเดล ThreatScape ประจำปี 2025 ซึ่งจัดหมวดหมู่ภัยคุกคามตามสองแกนหลัก ได้แก่:
- สัญญาณ (Signal): ปริมาณและคุณภาพของข้อมูลภัยคุกคามที่มีอยู่ ซึ่งบ่อยครั้งองค์กรต้องรับมือกับภัยคุกคามก่อนที่จะมีข้อมูลครบถ้วน
- ความได้เปรียบ (Advantage): การวิเคราะห์ว่าใครถือไพ่เหนือกว่ากัน ระหว่างผู้โจมตี, ผู้ป้องกัน หรือไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบ
1. รับมือภัยคุกคามวิกฤตและกำลังเกิดใหม่ (พื้นที่ที่ผู้โจมตีได้เปรียบ)
องค์กรต้องให้ความสำคัญกับภัยคุกคามใหม่ๆ ที่ผู้โจมตีถือความได้เปรียบอย่างมาก เช่น การใช้ดีปเฟก (Deepfakes) ซึ่งจากรายงานพบว่า 62% ขององค์กรประสบกับการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับดีปเฟกในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ การมาของ AI Agents ยังสร้างพื้นผิวการโจมตีใหม่ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อ “การไฮแจ็คระบบอัตโนมัติ” (Automation hijacks) ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกคำสั่งที่อันตราย (Prompt injections) ทั้งทางตรงและทางอ้อม องค์กรจึงควรประเมินความเสี่ยงของ AI โดยพิจารณาจาก “ระดับความเป็นอิสระ” และ “ข้อมูลที่ระบบสามารถเข้าถึงได้” ยิ่งมีระดับสูง ความเสี่ยงทางไซเบอร์ก็ยิ่งสูงตามไปด้วย ผู้นำจึงไม่ควรรอให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อน แต่ต้องรีบสำรวจและจัดทำบัญชีระบบอัตโนมัติในองค์กรเพื่อปรับปรุงแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย
2. เสริมการป้องกันภัยคุกคามที่ซับซ้อนและผันผวน (พื้นที่ที่ไม่มีใครได้เปรียบ)
ในพื้นที่ที่มีความเปลี่ยนแปลสูงนี้ การโจมตีหลายประเภทยังคงประสบความสำเร็จ แต่องค์กรก็สามารถสร้างการป้องกันที่แข็งแกร่งได้เช่นกัน องค์กรต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับการโจมตีห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain attacks) แรนซัมแวร์ (Ransomware) และการเข้ายึดบัญชีผู้ใช้
- สำหรับภัยคุกคามที่ซับซ้อน: CISO จะต้องประเมินความพร้อมของโปรแกรมความปลอดภัยใหม่ สื่อสารแนวโน้มของภัยคุกคามต่อผู้บริหาร และขอการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อปรับปรุงการป้องกัน
- สำหรับภัยคุกคามที่ผันผวน: ทีมความปลอดภัยจำเป็นต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบเพื่อรวบรวม “สัญญาณ” เพื่อประเมินขอบเขตของความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเหล่านี้
3. อย่าละเลยภัยคุกคามที่เกิดขึ้นแล้วและภัยคุกคามที่แฝงอยู่ (พื้นที่ที่ผู้ป้องกันได้เปรียบ)
สำหรับภัยคุกคามที่องค์กรคุ้นเคย แม้ว่าระบบป้องกันจะมีเทคโนโลยีที่พร้อมและมีอัตราการตรวจจับเกิน 90% แต่ก็อย่าเผลอละเลยพวกมันเด็ดขาด เนื่องจากเทคนิคของผู้โจมตีพัฒนาขึ้นตลอดเวลา เช่น การโจมตี API ที่กลายเป็นจุดเสี่ยงสำคัญในแอปพลิเคชันธุรกิจใหม่ๆ หรือความพยายามในการทำฟิชชิง (Phishing) ที่ดูแนบเนียนและน่าเชื่อถือมากขึ้นจากการใช้ Generative AI ในการสร้างเนื้อหา
ท้ายที่สุด สำหรับ ภัยคุกคามที่แฝงอยู่ (Latent threats) ซึ่งอาจเล็ดลอดเรดาร์การตรวจจับ และเป็นภัยคุกคามที่คาดเดาไม่ได้มากที่สุด ผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ควรลงทุนในโปรแกรม การจัดการการเปิดรับความเสี่ยงจากภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง (Continuous Threat Exposure Management – CTEM) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามที่ยังไม่มีสัญญาณเตือนในขณะนี้






