
Global Cybersecurity Outlook 2026: เผยภัยในปีนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากปีก่อน ทั้งด้าน AI – Geopolitics – Fraud ซึ่งความมั่นคงไซเบอร์ไม่ใช่ชะตากรรม แต่ต้องวางแผนจัดการ
ในโลกดิจิทัลที่หมุนเร็วราวกับพายุ รายงาน Global Cybersecurity Outlook 2026 จาก World Economic Forum (WEF) ร่วมกับ Accenture ฉบับล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ (มกราคม 2026) กลายเป็นเข็มทิศสำคัญสำหรับผู้นำธุรกิจและรัฐบาลทั่วโลก โดยเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจและนโยบายรัฐ
รายงานชุดนี้ทำการสำรวจมาอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากตั้งแต่ยุคโควิดที่ขับเคลื่อนดิจิทัลในปี 2022 จวบจนปัจจุบันที่ AI และ Geopolitics กลายเป็นตัวแปรหลัก
Global Cybersecurity Outlook 2026 ดำเนินการสำรวจมุมมองผู้นำกว่า 800 คนจาก 92 ประเทศ เก็บข้อมูลตั้งแต่กันยายน-พฤศจายน 2025 พร้อมกับเปิดเผยผลสำรวจในเดือนมกราคม 2026 โดยรายงานดังกล่าว มีข้อมูลเชิงลึกสำหรับ CEO รัฐบาล และนักนโยบายในการรับมือภูมิทัศน์ไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ปีนี้ ผลสำรวจในรายงานชี้ชัดว่า AI คือตัวขับเคลื่อนหลักของการแข่งขันทางไซเบอร์ (Cyber arms race) โดย 94% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ ที่โฟกัส Ransomware มากกว่า โดยในมุมมองของ CEO มีความกังวลเรื่อง Cyber-enabled fraud และช่องโหว่ AI มากที่สุด ขณะที่ CISO ยังยึด Supply Chain Disruption เป็นอันดับต้นๆ —สะท้อนช่องว่างมุมมองระหว่างบอร์ดรูมกับแนวหน้า เปรียบเทียบกับปี 2025 ที่องค์กรแค่ 37% มีกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัย AI ก่อนใช้งาน ปีนี้พุ่งเป็น 64% แสดงถึงความตื่นตัวที่เพิ่มขึ้น
อ.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์และประธาน/ผู้ก่อตั้งบริษัท บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท ไซเบอร์ตรอน ได้สรุปสาระสำคัญในรายงานดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
แนวโน้มหลัก 3 ประการ: AI – Geopolitics – Fraud
ภูมิทัศน์ไซเบอร์ปี 2026 มี AI เป็นตัวเร่งหลัก โดยทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องมือป้องกันของฝ่ายองค์กรและเป็นอาวุธในการรุกรานของผู้ไม่หวังดี ทั้งนี้ AI ช่วยยกระดับการตรวจจับภัยแบบเรียลไทม์และตอบสนองอัตโนมัติ แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องโหว่ใหม่ๆ จากการใช้งาน GenAI อย่างแพร่หลาย
Geopolitics หรือภูมิรัฐศาสตร์ กลายเป็นแกนกลางของกลยุทธ์ป้องกันภัย โดยเฉพาะการโจมตีแบบไฮบริดที่ผสมผสานการแทรกแซงจากรัฐกับอาชญากรรมไซเบอร์ ทำให้องค์กรต้องปรับตัว
การฉ้อโกงทางไซเบอร์ (Cyber Fraud) กลายเป็นภัยสังคมที่แพร่หลาย กระทบทั้งบุคคลและธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการหลอกให้ผู้บริหารฝ่ายบัญชีโอนเงิน ฯลฯ โดยจะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการใช้ AI สร้างความน่าเชื่อถือ เช่น Deepfakes หรือ Phishing ที่ปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ขณะที่ Ransomware ยังคงเป็นเครื่องมือหลักที่รบกวนการดำเนินงานพื้นฐาน เช่น โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ
อ.ปริญญา ย้ำ “AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือป้องกัน แต่เป็นดาบสองคมที่ผู้โจมตีใช้สร้าง Deepfakes และ Phishing ที่สมจริงจนตรวจจับยาก โดยเฉพาะในภูมิภาคอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Supply Chain ซับซ้อน”
แนวโน้มด้านความเสี่ยง
อ.ปริญญา ให้ความเห็นว่า เรื่องที่ 1 “ช่องโหว่จาก AI เด่นชัดที่สุด” โดยเฉพาะการรั่วไหลข้อมูลจาก GenAI และการพัฒนาความสามารถฝ่ายรุกที่ช่วยให้ผู้โจมตีสร้างการโจมตีแบบอัตโนมัติและแม่นยำยิ่งขึ้น เช่น การใช้ AI Agents ทำภารกิจตั้งแต่สอดแนมจนถึงขโมยข้อมูล Supply Chain ที่มองไม่เห็นจุดอ่อนของพันธมิตร และการพึ่งพาผู้ขายรายใหญ่ที่อาจกลายเป็นจุดล้มเหลวของระบบ
เรื่องที่ 2 “ความเหลื่อมล้ำทางไซเบอร์ (Cyber Inequity) ทำให้องค์กรขนาดเล็ก ภาครัฐ และ NGO ตกอยู่ในความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากขาดทรัพยากรในการอัพสเกลการป้องกัน
เรื่องที่ 3 “ภัยเงียบในอนาคต” เป็นสิ่งที่น่ากลัว ได้แก่ Quantum Computing ที่คุกคามการเข้ารหัสแบบดั้งเดิม Robotics อัตโนมัติที่เชื่อมโยงโลกกายภาพกับดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเลหรืออวกาศที่เปราะบางต่อการโจมตีขนาดใหญ่ รวมถึงการรวมตัวของภัยไซเบอร์กับ Climate Disasters ที่อาจทำให้ระบบล้มละลายแบบลูกโซ่
ชี้มุมมองผู้นำ (CEO/CISO)
ส่วนในด้านมุมมองของผู้นำองค์กร อ.ปริญญา ชี้ว่าในรายงานระบุว่าCEO มองว่าการฉ้อโกงไซเบอร์และช่องโหว่ AI เป็นภัยคุกคามหลักต่อธุรกิจ เนื่องจากกระทบรายได้และชื่อเสียงโดยตรง โดยเปลี่ยนโฟกัสจาก Ransomware สู่ภัยใหม่ที่คาดเดายาก ขณะที่ CISO ยังคงยึดมั่นใน Ransomware และ Supply Chain เป็นจุดอ่อนหลักที่รบกวนการทำงานประจำวัน
CEO จากองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูงชี้ถึงความเสี่ยงจาก ecosystem ภายนอก เช่น พันธมิตรและ Third-party พร้อมเน้นการรวบรวม Threat Intelligence จากผู้กระทำผิดระดับรัฐและการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งต่างจากองค์กรอ่อนแอที่ติดขัดด้วยปัญหาภายในอย่างการขาดทักษะและงบประมาณ
ผู้นำเหล่านี้มองว่า ความยืดหยุ่นที่แท้จริงเกิดจากการแบ่งปันข้อมูลและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่การป้องกันแบบโดดเดี่ยว และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเสริมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เนื่องจากความเชื่อมั่นในระดับชาติกำลังลดลง โดยเฉพาะในภูมิภาคที่เผชิญความผันผวนสูง
เทคโนโลยีและการใช้งาน
อ.ปริญญา กล่าวว่า AI กำลังปฏิวัติการใช้งานไซเบอร์ Defence โดยนำมาใช้ตรวจจับ Phishing, ตอบสนอง Anomaly, วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ และจัดลำดับความสำคัญภัยคุกคาม แต่ต้องมี Human Oversight และ Governance ที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันการพึ่งพามากเกินไป โดยเฉพาะ AI Agents ที่ทำงานอัตโนมัติ ซึ่งอาจสะสมสิทธิ์เกินจำเป็นหรือถูก Prompt Injection เทคโนโลยี Dual-use นี้ต้องการหลักการ Security-by-design ตั้งแต่การฝึกโมเดล ปกป้องข้อมูล และอัพเดทต่อเนื่อง
ภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics บังคับให้องค์กรปรับผู้ขายหรือหยุดดำเนินงานในบางพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงจาก Sanctions หรือ Espionage ใน Supply Chain การแก้ปัญหาเน้นการรวมทีมรักษาความปลอดภัยเข้ากับกระบวนการจัดซื้อ การประเมิน maturity ของซัพพลายเออร์ การแมป ecosystem และการจำลองเหตุการณ์ร่วมกัน แม้จะยังขาดการแบ่งปันข้อมูลภัยคุกคามกับพันธมิตรอย่างแพร่หลาย
อนาคต 5 ปีข้างหน้า
ภายในปี 2030 ไซเบอร์จะซับซ้อนยิ่งขึ้นจาก Quantum หาก Break-through การถอดรหัสในระดับ Algorithmทำให้ระบบเข้ารหัสแบบเดิมในปัจจุบันล้มเหลวถ้าไม่ปฏิบัติตาม NIST PQC นอกจากนี้ ระบบ Robotics ที่ควบคุมอัตโนมัติจะเปิดช่องโจมตีข้ามโลกกายภาพ-ดิจิทัล เช่น โรงงานอัจฉริยะหรือยานพาหนะไร้คนขับ และโครงสร้างพื้นฐาน Undersea Cables หรือดาวเทียมที่เชื่อมโลกดิจิทัลจะกลายเป็นเป้าหมาย Strategic Cybercrime ขอบเขตระหว่าง Hacktivism และกิจกรรมรัฐ จะแยกกันไม่ออก โดยเฉพาะกลุ่มอาชญากรรุ่นใหม่ที่ยังแสวงหาชื่อเสียงผ่านการโจมตีสาธารณะและทำให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูล ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งห่างกันมากขึ้นหากไม่แก้ Skills Gap และทรัพยากรที่องค์กรควรจะเตรียมการณ์สำหรับ การโจมตีทางไซเบอร์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
รายงานคาดการณ์ว่าความร่วมมือ Multistakeholder—ระหว่างรัฐ เอกชน องค์กรนานาชาติ และ Civil Society จะเป็นทางรอดหนึ่ง ผ่านการ Upskilling อย่างต่อเนื่อง การสร้าง Systemic Defence เช่น Prevention-Protection-Mitigation Framework การบริหารความเสี่ยงทางไซเบอร์ให้ผู้บริหารสามารถเข้าใจในรูปแบบ ความเสี่ยงทางด้านธุรกิจขององค์กร (Mapping Cyber Risks into Enterprise Risk Management) และนวัตกรรมที่เน้น Cyber Resilience เพื่อการเตรียมการล่วงหน้าสำหรับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ โดยย้ำว่าความมั่นคงไซเบอร์ไม่ใช่เพียงการป้องกันเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับความพร้อมในการเฝ้าระวังและการเตรียมการเผชิญเหตุด้วย
รายงานย้ำว่าความมั่นคงไซเบอร์ใน 2026 ไม่ใช่เรื่องที่จะถูกมองข้ามโดยผู้บริหารระดับสูง แต่ขึ้นกับการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงองค์กรต่อการเตรียมตัวเรื่อง Cyber Resilience ในวันนี้ รวมถึงการลงทุนในนวัตกรรมต่างๆ เพื่อเปลี่ยนความผันผวนเป็น momentum ของการสร้างโลกดิจิทัลที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคตที่ AGI และ Quantum Computing กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก
รัฐ เอกชน และประชาชน ต้องร่วมกันเสริม Cyber Resilience และปิดช่องว่าง Cyber Inequity เพื่อรับมือกับภัยเงียบจากการใช้งาน Generative AI ก่อนที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) จะทวีความเสี่ยงเกินควบคุม เราต้องเปลี่ยน Mindset โดยสร้างโอกาสจากความท้าทายนี้ให้เป็นรากฐานความไว้วางใจระบบดิจิทัลยุคใหม่






