โลกของความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยทางไอทีทุกระดับจำเป็นต้องพิจารณาและเตรียมรับมือกับ "แรงขับเคลื่อนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง" (Disruptive forces) เพื่อกำหนดทิศทางแผนงานในอนาคต
จากรายงานสรุปงานวิจัยด้านความปลอดภัยประจำปี 2026 เราได้รวบรวม 5 ตัวเปลี่ยนเกมอันดับต้นๆ (Top Disruptors) ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความปลอดภัยแห่งอนาคตมาไว้ให้คุณแล้ว
1. โครงข่ายพื้นผิวการโจมตีระดับโลก (Global Attack Surface Grid) และการป้องกันแบบไซเบอร์คิเนติก
ในยุคที่ระบบดิจิทัลและระบบโลกกายภาพ (Physical systems) ผสานรวมกัน ภัยคุกคามไม่ได้หยุดอยู่แค่บนหน้าจออีกต่อไป หุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยานยนต์ไร้คนขับ และระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม ล้วนเชื่อมต่อกับเครือข่ายดิจิทัล ทำให้การโจมตีเพียงจุดเดียวอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงชีวิตและความปลอดภัยของมนุษย์ได้
ด้วยเหตุนี้ แนวคิด "ความปลอดภัยไซเบอร์คิเนติก" (Cyberkinetic Security) จึงเกิดขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับการปกป้องสินทรัพย์ทางกายภาพและความปลอดภัยของมนุษย์ เหนือกว่าการรักษาความลับของข้อมูลแบบดั้งเดิม มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 การลงทุนด้านความปลอดภัยใหม่ๆ อย่างน้อย 50% สำหรับระบบอัตโนมัติ จะมุ่งเน้นไปที่มาตรการรักษาความปลอดภัยแบบไซเบอร์คิเนติกเป็นหลัก
2. แพลตฟอร์มความน่าเชื่อถือและความถูกต้องทางดิจิทัล (Digital Trust and Authenticity Platforms)
ปัจจุบัน…
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม (Third-party) หรือห่วงโซ่อุปทาน ถือเป็นหนึ่งในสามภัยคุกคามสูงสุดที่องค์กรต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างแพร่หลายซึ่งทำให้ความเสี่ยงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม องค์กรมักจะให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสถานะความปลอดภัยเฉพาะช่วงก่อนเริ่มทำสัญญาเท่านั้น ทำให้พลาดโอกาสสำคัญที่สุดในช่วง "การต่ออายุ" (Renewal) และ "การสิ้นสุดสัญญา" (Termination) ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นช่วงเวลาที่องค์กรสามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มอำนาจต่อรองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เพื่อให้การจัดการความเสี่ยงจากบุคคลที่สามมีความยืดหยุ่นและรัดกุม องค์กรควรปรับปรุงกระบวนการผ่าน 4 กิจกรรมหลักดังต่อไปนี้:
1. การประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์ซ้ำ (Cybersecurity Risk Reassessment) การบริหารจัดการความเสี่ยงไม่ใช่สิ่งที่จะทำเพียงครั้งเดียวจบ แต่ต้องทำเป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง ในช่วงต่ออายุสัญญา องค์กรควรแยกแยะว่าผู้ให้บริการรายใดสามารถเข้าสู่ กระบวนการต่ออายุแบบเร่งด่วน (Fast-tracked) ได้ หรือรายใดที่ต้อง ประเมินซ้ำอย่างเข้มงวด
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาเพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวด ได้แก่:
ความสำคัญต่อธุรกิจที่เพิ่มขึ้น: ขอบเขตการทำงานที่กว้างขึ้น หรือความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียวมากเกินไป (Concentration risk)
ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่สูงขึ้น: เช่น ผู้ให้บริการเคยถูกละเมิดความปลอดภัย, มีการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น, มีการใช้ AI เพิ่มขึ้น, หรือมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ
การประเมินคุณภาพการสื่อสาร: หากผู้ให้บริการมีการสื่อสารที่เชิงรุกและช่วยแก้ปัญหา สิ่งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีถึงความสามารถในการจัดการความเสี่ยงในอนาคต และสามารถพิจารณาเร่งรัดการต่ออายุสัญญาได้
2. การปรับปรุงแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ…
ในโลกที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง การตั้งรับและป้องกันอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้นำด้านไอทีและผู้บริหารเริ่มตระหนักว่าการป้องกันอุบัติการณ์ทางไซเบอร์ให้ได้ 100% นั้นเป็นเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ แนวโน้มใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยลดการพึ่งพาวิธีคิดแบบ "การป้องกัน" (Prevention) และหันมาให้ความสำคัญกับ "การจำกัดความเสียหาย" (Limiting Harm) และ "การดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง" แทน
นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านจากยุคของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) สู่ยุคของ "ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์" (Cyber Resilience) อย่างเต็มตัว
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (The Big Shift)
ภายในปี 2028 คาดว่า 50% ของผู้บริหารระดับ CISO (Chief Information Security Officer) จะเปลี่ยนชื่อโปรแกรมความปลอดภัยของตนเป็น "ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์" อย่างเป็นทางการ
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเล่นคำ แต่เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่มองว่าเป้าหมายหลักของการรักษาความปลอดภัยคือการลดผลกระทบทางธุรกิจให้เหลือน้อยที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
4 เทรนด์สำคัญด้านความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ที่คุณต้องรู้
1. ยอมรับว่า "การฟื้นฟูระบบ" คือเป้าหมายหลัก หมดยุคของการพยายามป้องกันทุกการโจมตี องค์กรและผู้บริหารระดับสูงต้องหันมาสนับสนุนแนวทางการจำกัดความเสียหาย โดยตระหนักว่าเราอาจไม่สามารถหยุดยั้งทุกการโจมตีได้ แต่เราสามารถควบคุมผลกระทบได้ หากองค์กรยังยึดติดกับโมเดลที่เน้นแต่การป้องกันแบบล้าสมัย จะพบว่าตนเองไม่พร้อมรับมือเมื่อระบบถูกเจาะ ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินและชื่อเสียงอย่างรุนแรง…
ในยุคที่ระบบดิจิทัลและระบบกายภาพถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก เครือข่ายพื้นที่การโจมตีระดับโลก (Global Attack Surface Grid หรือ GASG) ได้ขยายตัวขึ้นอย่างมหาศาล การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "ภัยคุกคามแบบ Cyberkinetic" ซึ่งเปลี่ยนจากการมุ่งโจมตีข้อมูลดิจิทัลแบบดั้งเดิม มาเป็นการพุ่งเป้าไปที่สินทรัพย์สำคัญทางกายภาพและคุกคามความปลอดภัยในชีวิตของมนุษย์โดยตรง
ทำไมแนวทางความปลอดภัยแบบเดิมถึงไม่เพียงพออีกต่อไป? ผู้บริหารระดับ C-level จะต้องตระหนักว่าเรื่องนี้ได้กลายเป็นความรับผิดชอบระดับคณะกรรมการบริษัทแล้ว เนื่องจากภัยคุกคามทางดิจิทัลสามารถลุกลามไปสู่การทำลายล้างทางกายภาพหรือสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว ระบบป้องกันทางไซเบอร์แบบตอบสนอง (Reactive) ที่เราคุ้นเคยนั้นล้าสมัยไปแล้วเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI
องค์กรในยุคนี้จึงต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเน้น "ความปลอดภัยจากการออกแบบ (Security by design)" ไปสู่ "ความยืดหยุ่นจากการออกแบบ (Resilience by design)" โดยมุ่งลงทุนในโซลูชันที่สามารถรับประกันได้ว่าระบบจะยังคงทำงานต่อไปได้แม้ในขณะที่กำลังถูกโจมตีทางกายภาพผ่านเครือข่ายไซเบอร์
3 อุตสาหกรรมหลักที่เผชิญกับความเสี่ยงรุนแรงที่สุด เมื่อเส้นแบ่งระหว่างโลกดิจิทัลและการปฏิบัติการจริงพังทลายลง อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีควบคุมอุปกรณ์ทางกายภาพโดยตรงจะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก ได้แก่:
การขนส่งและยานพาหนะอัตโนมัติ: เมื่อยานยนต์ไร้คนขับระดับ 4 และ 5 เริ่มวิ่งบนถนนสาธารณะ ยานพาหนะเหล่านี้ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อเครือข่ายตลอดเวลา หากแฮกเกอร์สามารถเจาะระบบเครือข่ายควบคุมภายในรถ (CAN Bus - Controller Area Network)ได้เพียงครั้งเดียว พวกเขาอาจสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของรถจากระยะไกล และเปลี่ยนรถยนต์ให้กลายเป็นอาวุธบนท้องถนนได้…
ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรงขึ้น ล่าสุดคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ประกาศ "มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเว็บไซต์ พ.ศ. 2568" ซึ่งถือเป็นมาตรฐานขั้นต่ำฉบับแรกของประเทศไทย ลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568
มาตรฐานนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในอีก 1 ปีหลังประกาศ หรือช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 องค์กรของคุณเข้าข่ายที่ต้องปฏิบัติตามหรือไม่? ต้องเตรียมตัวอย่างไร? บทความนี้มีสรุปมาให้แล้วครับ
🚨 ทำไมไทยถึงต้องมี "มาตรฐานความปลอดภัยเว็บไซต์" ?
จากสถิติที่น่าตกใจในช่วงปี 2566-2567 พบว่าภัยคุกคามไซเบอร์กว่า 44% พุ่งเป้าไปที่เว็บไซต์ โดยเฉพาะการเจาะระบบเพื่อเปลี่ยนหน้าเว็บ (Defacement) การฝังโฆษณาเว็บพนัน และการทำเว็บปลอม (Phishing)
สกมช. ระบุว่ามีรายงานเหตุการณ์ไซเบอร์เกิดขึ้นกว่า 3,172 ครั้ง โดยหน่วยงานรัฐตกเป็นเป้าหมายสูงสุดถึง 32% รองลงมาคือภาคการศึกษา 23% ปัญหาหลักเกิดจากโครงสร้างที่เรียกว่า หนี้ทางเทคนิค (Technical debt) คือหน่วยงานมีเว็บไซต์แต่ขาดเจ้าหน้าที่ดูแลเชิงเทคนิคอย่างต่อเนื่องเมื่อผู้พัฒนาย้ายออกหรือหมดสัญญาลง
🏢 ใครบ้างที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้?
กลุ่มที่ถูกบังคับใช้: หน่วยงานของรัฐ, หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ…
ระบบ Cyber-Physical Systems (CPS) หรือที่มักเรียกกันว่า เทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (OT), อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งทางอุตสาหกรรม (IIoT) หรือระบบอาคารอัจฉริยะ (Smart building) คือระบบที่ผสานรวมการประมวลผล เครือข่าย และการควบคุมเข้าด้วยกันเพื่อโต้ตอบกับโลกแห่งความเป็นจริงและมนุษย์ ปัจจุบัน ภัยคุกคามจากการเจาะระบบ CPS กำลังกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องของคำถามที่ว่า "จะเกิดขึ้นหรือไม่" แต่เป็น "จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่"
หากระบบเหล่านี้ถูกเจาะ ย่อมหมายถึงการผลิตที่ต้องหยุดชะงัก หรือการทำงานของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต้องสะดุดลง
ทำไมภัยคุกคามนี้ถึงรุนแรงและน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ?
การโจมตีระบบ CPS กำลังเปลี่ยนแปลงไปทั้งในด้านปริมาณ ความเร็ว และความซับซ้อน โดยมีตัวเลขสถิติที่น่าสนใจดังนี้:
แรนซัมแวร์พุ่งสูงขึ้น: มีรายงานว่ากลุ่มผู้ให้บริการแรนซัมแวร์ที่มุ่งเป้าโจมตีองค์กรอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้นถึง 49% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อองค์กรกว่า 3,300 แห่งทั่วโลก
การโจมตีโปรโตคอลอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น: ในปี 2025 การโจมตีที่พุ่งเป้าไปที่โปรโตคอลของ CPS เพิ่มขึ้นถึง 84% โดยมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ภาคการผลิตและพลังงาน
ผู้โจมตีที่หลากหลายขึ้น: จากในอดีตที่การโจมตีระดับนี้มักเกิดจากกลุ่มที่รัฐให้การสนับสนุน (Nation-state actors) ปัจจุบันภูมิทัศน์ของภัยคุกคามได้ขยายรวมไปถึงกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่หวังผลประโยชน์ทางการเงิน…
ในโลกความปลอดภัยทางไซเบอร์ปัจจุบัน ภูมิทัศน์ของภัยคุกคามกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้โจมตีเริ่มหันมาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่หันหน้าออกสู่ภายนอก (Edge-facing infrastructure) และบริการคลาวด์ เพื่อเป็นช่องทางแรกในการเจาะเข้าสู่ระบบของเป้าหมาย ผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงจำเป็นต้องตื่นตัว ทั้งในด้านการปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน และการพรางตัวไม่ให้แฮกเกอร์ค้นพบระบบได้ง่ายๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ช่องโหว่ขึ้นแท่นอันดับ 1 ประตูบานใหม่ของแฮกเกอร์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แฮกเกอร์พุ่งเป้าไปที่ระบบรักษาความปลอดภัยรอบนอก เช่น ไฟร์วอลล์, VPN, บริการแชร์ไฟล์ รวมถึงแอปพลิเคชัน SaaS อย่างหนัก สิ่งที่น่าตกใจคือ รายงานการสืบสวนการละเมิดข้อมูลของ Verizon ประจำปี 2026 (Data Breach Investigations Report) ระบุว่า การใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ (Vulnerability exploitation) ได้พุ่งขึ้นเป็นช่องทางการเข้าถึงระบบอันดับ 1 แซงหน้าวิธีเดิมๆ อย่างการหลอกลวงแบบฟิชชิง (Phishing) และการขโมยข้อมูลรับรอง (Credential abuse) ไปแล้ว
กลยุทธ์ของผู้โจมตีคือการค้นหาและใช้ช่องโหว่บนฮาร์ดแวร์ทุกชิ้นที่หาเจอ เพื่อสร้างการฝังตัวอยู่ในระบบอย่างถาวร (Gain persistence) สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากองค์กรจำนวนมากตามแพตช์ช่องโหว่ไม่ทัน โดยในปี 2025 มีเพียงราว 26% ของช่องโหว่วิกฤตในบัญชี…
ในอดีต "ความปลอดภัยทางไซเบอร์" (Cybersecurity) มักถูกมองว่าเป็นเพียงหน้าที่ทางเทคนิคหรือการทำตามรายการตรวจสอบข้อบังคับ (Compliance checklists) เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการป้องกันอีกต่อไป แต่มันคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนคุณค่า ความยืดหยุ่น และการเติบโตของธุรกิจ
เมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI, คลาวด์ และควอนตัม ได้เข้ามาเพิ่มความซับซ้อนและขยาย "พื้นที่การโจมตี" (Attack surface) ให้กว้างขึ้น ผู้นำไอทีหรือ CIO จึงมีหน้าที่สำคัญในการเชื่อมโยงการลงทุนด้านความปลอดภัยเข้ากับผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างชัดเจน
จาก "การป้องกันที่สมบูรณ์แบบ" สู่ "ความยืดหยุ่นของธุรกิจ"
ในโลกที่ระบบนิเวศดิจิทัลมีความซับซ้อนและภัยคุกคามถูกขับเคลื่อนด้วย AI การพยายามสร้างการป้องกันที่สมบูรณ์แบบไร้รอยรั่วนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย สิ่งที่คณะกรรมการบริษัท (Board of Directors) ให้ความสำคัญในยุคนี้คือ "ความยืดหยุ่น (Resilience)" หรือความสามารถขององค์กรในการลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุดและสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
จากข้อมูลพบว่า 93% ของคณะกรรมการบริษัทมองว่าความเสี่ยงทางไซเบอร์เป็นภัยคุกคามต่อมูลค่าของผู้ถือหุ้น และ 61% ของ CIO เริ่มปฏิบัติต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ในฐานะผลลัพธ์ทางธุรกิจแล้ว องค์กรที่สามารถปกป้องความต่อเนื่องทางธุรกิจและปรับตัวได้ดี คือองค์กรที่จะสามารถรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันไว้ได้
AI กับความท้าทายใหม่ที่ระบบแบบเดิมรับมือไม่ได้
การมาถึงของ Generative AI…
ในยุคที่ AI แชทบอทกลายเป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวัน คำถามที่หลายคนยังไม่ได้ถามคือ "ข้อมูลที่เราพิมพ์ลงไปนั้น ปลอดภัยแค่ไหน?" อ. ปริญญา หอมเอนก ได้ให้ข้อมูลสำคัญในรายการ Money Chat Thailand โดยครอบคลุมทั้งความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว อันตรายจากการใช้แอปพลิเคชัน ข้อเสนอแนะต่อโครงการ AI Passport ของไทย และแนวทางป้องกันตนเองเบื้องต้น
ความเป็นส่วนตัวไม่มีอยู่จริงเมื่อคุยกับ AI
อ. ปริญญา หอมเอนก เปรียบเทียบสถานการณ์ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึงว่า
"เวลาเราพิมพ์ข้อความหา AI แม้เราจะคิดว่าอยู่คนเดียวในห้อง แต่ในระบบหลังบ้านเปรียบเสมือนมีคน 10-100 คนยืนอยู่ข้างหลังและจ้องมองสิ่งที่เราพิมพ์ตลอดเวลา"
งานวิจัยที่น่าตกใจจาก University of California, Davis
อ้างอิงงานวิจัยจาก University of California, Davis พบว่า "จากการทดสอบแชทบอท 20 ตัว มีถึง 17 ตัวแชร์ข้อมูลกับบุคคลที่สาม โดยในจำนวนนี้มีบางรายที่ถึงขั้นส่งเนื้อหาบทสนทนาออกไป"
ไม่ผิดกฎหมาย PDPA
หลายคนอาจสงสัยว่าการกระทำเหล่านี้ผิดกฎหมายหรือไม่ อ.ปริญญา อธิบายว่า…
ภัยใกล้ตัวที่เราไม่คาดคิด เมื่อทุกข้อความที่ถาม AI ทุกคำตอบที่ได้จาก AI ตลอดจนพฤติกรรมของคุณบนหน้าเว็บขณะใช้งาน AI กำลังถูกแกะรอยส่งต่อให้ Third Party อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ !!
ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า AI และ Chatbot ได้เข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนทั้งในโลกการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน จนแทบจะเข้ามาทดแทนการสืบค้นข้อมูลผ่าน Search Engine แบบเดิม ทำให้ผู้ใช้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและลึกในการค้นหาแต่ละครั้ง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างสิ้นเชิง
แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ความสะดวกสบายที่ได้รับกำลังถูกแลกมาด้วย “ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล (PII)” และ “ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล” (Data Privacy & Security) ที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่อาจยังไม่ตระหนักว่า ทุกข้อความ คำถาม หรือข้อมูลส่วนตัวหรือแม้แต่ข้อมูลความลับที่ป้อนลงไปในระบบ กำลังถูกส่งต่อไปยังบุคคลที่สาม (Third Party) โดยที่เราไม่รู้ตัว
อ.ปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า จากงานวิจัยล่าสุดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีชื่อว่า “Tracking Conversations: Measuring Content and Identity Exposure…
ACIS Professional Center ร่วมแสดงความยินดีในพิธีรับมอบใบรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 (รอบตรวจ Re-certification)
.
บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมพิธีรับมอบมอบใบรับรองมาตรฐานระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ISO/IEC 27001:2022 (Information Security Management System : ISMS) รอบตรวจ Re-certification ให้แก่ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สะท้อนถึงศักยภาพขององค์กรในการบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปลอดภัย รองรับการขับเคลื่อนองค์กรดิจิทัลอย่างยั่งยืน
.
ในโอกาสนี้
คุณเอกกร รัตนเอกกวิน (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร)
ดร.จีระวัฒน์ ลีนะกนิษฐ์ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม)
และคุณอนันต์ โซนี่ (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายให้คำปรึกษา)
ผู้บริหาร บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีแสดงความยินดีครั้งนี้
.
ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการและสนับสนุนการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญให้มีความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
เมื่อมีรายงานว่า SharePoint Server RCE ถูกนำไปใช้โจมตีจริงหลังมีการเผยแพร่ Proof-of-Concept หรือ PoC ประเด็นที่องค์กรควรถามอาจไม่ใช่เพียง “patch แล้วหรือยัง” แต่ควรถามต่อว่า “ก่อน patch มีใครเข้ามาแล้วหรือไม่” และ “ข้อมูลหรือ credential ใดอาจถูกแตะต้องไปแล้วบ้าง”
SharePoint ในหลายองค์กรไม่ใช่แค่ระบบเก็บไฟล์ แต่เป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันของฝ่ายกฎหมาย การเงิน HR IT โครงการภายใน เอกสารลูกค้า และข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจทางธุรกิจ หากระบบนี้ถูกโจมตี ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ server downtime แต่อาจขยายไปถึงข้อมูลภายใน ความลับทางธุรกิจ ความน่าเชื่อถือ และ compliance ขององค์กร
จากรายงานของ The Hacker News เมื่อ 21 กรกฎาคม 2026 ระบุว่า CVE-2026-50522 ซึ่งเป็นช่องโหว่ Remote Code Execution ใน Microsoft SharePoint…
