
ในยุคที่ AI แชทบอทกลายเป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวัน คำถามที่หลายคนยังไม่ได้ถามคือ “ข้อมูลที่เราพิมพ์ลงไปนั้น ปลอดภัยแค่ไหน?” อ. ปริญญา หอมเอนก ได้ให้ข้อมูลสำคัญในรายการ Money Chat Thailand โดยครอบคลุมทั้งความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว อันตรายจากการใช้แอปพลิเคชัน ข้อเสนอแนะต่อโครงการ AI Passport ของไทย และแนวทางป้องกันตนเองเบื้องต้น
ความเป็นส่วนตัวไม่มีอยู่จริงเมื่อคุยกับ AI
อ. ปริญญา หอมเอนก เปรียบเทียบสถานการณ์ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึงว่า
“เวลาเราพิมพ์ข้อความหา AI แม้เราจะคิดว่าอยู่คนเดียวในห้อง แต่ในระบบหลังบ้านเปรียบเสมือนมีคน 10-100 คนยืนอยู่ข้างหลังและจ้องมองสิ่งที่เราพิมพ์ตลอดเวลา”
งานวิจัยที่น่าตกใจจาก University of California, Davis
อ้างอิงงานวิจัยจาก University of California, Davis พบว่า “จากการทดสอบแชทบอท 20 ตัว มีถึง 17 ตัวแชร์ข้อมูลกับบุคคลที่สาม โดยในจำนวนนี้มีบางรายที่ถึงขั้นส่งเนื้อหาบทสนทนาออกไป”
ไม่ผิดกฎหมาย PDPA
หลายคนอาจสงสัยว่าการกระทำเหล่านี้ผิดกฎหมายหรือไม่ อ.ปริญญา อธิบายว่า “การนำข้อมูลไปแชร์ หรือ ส่งต่อมักไม่ผิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพราะผู้ให้บริการได้ระบุไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) ตั้งแต่ตอนสมัครใช้งานแล้ว ซึ่งผู้ใช้มักถูกบังคับให้กดยอมรับ หากไม่ยอมรับก็จะไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันนั้นได้”
อันตรายจากการอนุญาตให้แอปพลิเคชันเข้าถึงข้อมูลในมือถือ
แอปบล็อกเบอร์มิจฉาชีพ: ระวังสิทธิ์ที่คุณให้ไป
อ. ปริญญา เตือนถึง “แอปพลิเคชันที่ช่วยเตือนเบอร์มิจฉาชีพของบริษัทข้ามชาติบางแห่ง หากเรากดยอมรับให้เข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อ (Contacts) แบบเต็มรูปแบบ แอปจะดูดข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของคนในเครื่องเราไปทั้งหมด (เช่น 15,000 รายชื่อ)”
ข้อมูลที่ถูกดูดไปบอกอะไรได้บ้าง
อาจารย์ ชี้ว่า “ข้อมูลที่ถูกดูดไปจะทำให้บริษัททราบว่าเรามีความสัมพันธ์กับใคร สนิทกับใครมากที่สุด (ดูจากความถี่ในการโทร) ซึ่งหากข้อมูลนี้รั่วไหลไปถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก”
ข้อมูลรั่วไหลคือ New Normal
อ.ปริญญา กล่าวว่า “ในปัจจุบันข้อมูลถูกดูดไปโดยที่เราไม่รู้ตัว โจรมีข้อมูลของเราครบถ้วนแล้ว ดังนั้นหากมีคนติดต่อมาแล้วรู้ข้อมูลส่วนตัวของเราอย่างถูกต้อง ให้ตั้งสติและอย่าเพิ่งเชื่อ”
ข้อเสนอแนะต่อโครงการ “AI Passport” ของประเทศไทย
ต้องมีอธิปไตยทาง AI (AI Sovereignty)
อ.ปริญญา เสนอว่า “หากรัฐบาลต้องการสร้างความปลอดภัย ข้อมูลจะต้องถูกประมวลผลภายในประเทศ (มี Data Center ของตัวเอง) และใช้งานโมเดล AI แบบออฟไลน์ หากยังต้องดึงข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ไปประมวลผลที่ต่างประเทศ ข้อมูลก็ยังคงรั่วไหลอยู่ดี”
ควรใช้โมเดล “คนละครึ่ง” กับ AI
ข้อมูลจากการวิจัย ระบุว่า “ไม่ควรแจกสิทธิ์การใช้งาน (Token) ให้ทุกคนเท่ากันหมดโดยพลการ แต่ควรให้ผู้ใช้ผ่านการเรียนรู้หรือทดสอบทักษะการใช้ AI (AI Literacy) ก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างคุ้มค่าและไม่สูญเปล่า”
วิธีป้องกันตนเองเบื้องต้นเมื่อต้องใช้งานเทคโนโลยี
1. ใช้โหมดส่วนตัว (Private Chat)
อ.ปริญญา แนะนำว่า “เมื่อต้องใช้งาน AI ให้เลือกเปิดโหมด Temporary Chat หรือ Private Chat (ซึ่งผู้ให้บริการบางรายระบุว่าจะไม่นำข้อมูลไปเทรนโมเดลต่อ) แม้จะป้องกันไม่ได้ 100% แต่ก็ยังดีกว่าการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด”
2. ลบข้อมูลส่วนตัวก่อนถาม AI
อ.ปริญญา เสนอแนะว่า “หากจำเป็นต้องให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลที่มีความอ่อนไหว เช่น ผลตรวจเลือด หรือฟิล์มเอกซเรย์ให้ตัดชื่อ-นามสกุล และวันเดือนปีเกิดออกก่อน เพื่อไม่ให้ AI สามารถโยงข้อมูลกลับมาหาตัวเราได้”
3. ระวังการใช้บัตรเครดิตผูกกับตัวตน
อ.ปริญญา ระบุว่า “การชำระเงินหรือสมัครบริการบางอย่างจะผูกกับตัวตนของเราผ่านบัตรเครดิต หากเป็นไปได้และต้องการความเป็นส่วนตัว ควรเลือกระบบชำระเงินที่เป็น Privacy by Design (เช่น TrueMoney) หรือใช้นามแฝงในการสมัครบริการ”
4. พึงระลึกเสมอว่า AI รู้ลึกยิ่งกว่าคนในครอบครัว
อ.ปริญญา ทิ้งท้ายว่า “AI สามารถรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดลึกๆ ในใจจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการพิมพ์และการพูดคุยของเรา ดังนั้นควรระมัดระวังในการป้อนข้อมูลส่วนตัวที่ลึกซึ้งมากเกินจำเป็น”






