Skip to content Skip to footer

กูรูชี้เส้นทางเงินดำฟอกเป็นเงินขาว

Article,News & Events,Prinya’s Articles

กูรูชี้เส้นทางเงินดำฟอกเป็นเงินขาว

(บทความจาก เว็บไซต์ The-prespective.co สัมภาษณ์ อ.ปริญญา หอมเอนก)

อ.ปริญญา หอมเอนก เผยเส้นทางเงินสกปรกและกลไกการฟอกเงิน พร้อมเสนอแนะมาตรการรับมือเชิงรุกที่รัฐควรเร่งมือ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นแหล่งปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์

อ.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์และประธาน/ผู้ก่อตั้งบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท ไซเบอร์ตรอน จำกัด เผยเส้นทางของเงินสกปรก (Dirty Money) และกลไกการฟอกเงิน (Money Laundering) ของแก๊งสแกมเมอร์ โดยเน้นที่การเคลื่อนย้ายกิจกรรมผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศไทย

ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ระดับโลก

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติได้รับแรงผลักดันสำคัญจากรายงานของ UNODC (สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ – United Nations Office on Drugs and Crime) ซึ่งชี้ว่าศูนย์กลางของขบวนการหลอกลวงออนไลน์กระจุกตัวอยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะกัมพูชา เมียนมา และลาว

การดำเนินการเชิงรุกจากต่างประเทศปรากฏชัดเจนเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 (2025) เมื่อ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา (DOJ) เปิดเผยคำฟ้อง นายเฉิน จื้อ (Chen Zhi) ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท พรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) ในกัมพูชา ในข้อหาสมคบกันฉ้อโกงทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสมคบกันฟอกเงิน จากการบริหารศูนย์หลอกลวงที่ใช้แรงงานบังคับ

พร้อมกันนั้น DOJ ได้ยื่น คำร้องขอริบทรัพย์ทางแพ่ง (Civil Forfeiture) ต่อบิตคอยน์จำนวน 127,271 BTC มูลค่าราว 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการริบทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ดำเนินการคู่ขนานด้วยการขึ้นบัญชี Prince Group เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และคว่ำบาตรบุคคลกับนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกว่า 100 ราย

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคม 2569 (2026) ทางการกัมพูชาได้จับกุมและส่งตัวนายเฉิน จื้อ ไปยังประเทศจีน หลังจากถอนสัญชาติกัมพูชาของเขาไปก่อนหน้านั้น ซึ่งเนื่องจากกัมพูชาไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับสหรัฐฯ การส่งตัวครั้งนี้จึงเลี่ยงการส่งมอบให้สหรัฐฯ โดยตรง

เหตุผลที่สหรัฐฯ เอาจริงเอาจังเนื่องจากพลเมืองอเมริกันถูกหลอกลวงเป็นมูลค่ามหาศาลเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ดอลลาร์ ปัจจุบันโลกกำลังบีบคั้นให้แก๊งเหล่านี้ไม่สามารถปฏิบัติการได้อย่างเสรีในกัมพูชา และมีรายงานที่น่ากังวลว่ากิจกรรมของแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ กำลังเคลื่อนย้ายทะลักเข้ามาในประเทศไทย โดยอาจตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่อย่างรัชดาหรือลาดพร้าว ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของทางการไทยในการเข้ากวาดล้าง เนื่องจากขณะนี้พวกเขากำลัง “แตกรัง” และเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทย

เส้นทางเงินสกปรกและกลไกการฟอกเงิน

เงินดำ (Dirty Money) ที่จำเป็นต้องฟอกมาจากแหล่งที่มาหลักๆ คือ 1) เว็บพนัน เนื่องจากในประเทศไทยไม่ถูกกฎหมาย 2) การค้ายาเสพติด และ 3) การหลอกลวงคนทั่วโลก โดยเฉพาะจากแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งมีขนาดความเสียหายที่ใหญ่กว่าเว็บพนันมาก (อาจสูงถึงล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับแสนกว่าล้านบาทที่หลอกคนไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา)

กระบวนการฟอกเงินแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอนตามหลักสากล ได้แก่

  1. Placement (การนำเงินเข้าระบบ): ช่วงที่เงินสกปรกไหลเข้าสู่ระบบการเงิน โดยเริ่มจากเหยื่อโอนเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ผ่าน บัญชีม้า ซึ่งถือเป็นช่องโหว่แรกที่โจรใช้ในการเปิดบัญชีธนาคาร
  2. Layering (การซับซ้อนเส้นทางเงิน): การโอนเงินกระโดดไปหลายทอดผ่านธนาคารหลายแห่ง เพื่อตัดร่องรอยความเชื่อมโยงกับต้นทาง ก่อนที่ส่วนใหญ่จะวกเข้าสู่สกุลเงินดิจิทัล (Crypto)
  3. Integration (การนำเงินกลับมาใช้): ช่วงที่เงินดำถูกฟอกจนกลายเป็นเงินขาว และถูกนำออกมาใช้ในรูปแบบที่ถูกกฎหมาย

ในบริบทของสินทรัพย์ดิจิทัล จุดเชื่อมต่อสำคัญ 2 จุดที่เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจคือ On-Ramp (จุดที่แปลงเงินสกุลปกติเข้าสู่คริปโตฯ) และ Off-Ramp (จุดที่แปลงคริปโตฯ กลับออกมาเป็นเงินสกุลปกติ) ซึ่งทั้งสองจุดนี้มักต้องผ่านผู้ให้บริการที่มีการพิสูจน์ตัวตน จึงเป็นช่องทางที่ติดตามได้

เหตุที่คริปโตฯ ถูกใช้เป็นตัวกลาง เนื่องจากที่อยู่กระเป๋าเงินดิจิทัล (Address) ไม่ได้ผูกกับชื่อ-นามสกุลของเจ้าของโดยตรง ต่างจากเลขบัญชีธนาคาร จึงทำให้ระบุตัวตนได้ยากกว่า แม้ธุรกรรมทั้งหมดจะปรากฏอยู่บน Blockchain แบบสาธารณะก็ตาม

โดยแก๊งอาชญากรรมมักใช้เทคนิค Mixer (คริปโตฯ มิกเซอร์) ซึ่งเป็นการนำเหรียญจากผู้ใช้งานจำนวนมากมารวมกันในกองกลาง แล้วสุ่มจ่ายออกไปยังกระเป๋าปลายทางเป็นก้อนย่อย ๆ เพื่อตัดความเชื่อมโยงระหว่างต้นทางกับปลายทางจนยากต่อการติดตาม

ช่องโหว่ของระบบและการป้องกัน

ช่องโหว่ที่ทำให้แก๊งอาชญากรรมประสบความสำเร็จมีหลายด้าน ได้แก่

  • การเปิดบัญชีม้า: ก่อนหน้านี้การเปิดบัญชีง่ายเกินไป และไม่มีการตรวจสอบ KYC (Know Your Customer) ที่เข้มงวดเพียงพอ ทำให้โจรสามารถจ้างคนชายขอบหรือคนต่างชาติ (โดยเฉพาะชาวกัมพูชา พม่า รัสเซีย หรือจีน) มาเปิดบัญชีได้ง่าย ปัจจุบันจึงต้องมีการยกระดับการตรวจสอบเป็น CDD (Customer Due Diligence) และ EDD (Enhanced Due Diligence) ตามกฎเกณฑ์ของ ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)
  • ช่องโหว่ในระบบโทรคมนาคม (Telco): แก๊งอาชญากรรมมีการซื้อซิมการ์ดจำนวนมากเพื่อนำไปใส่ในอุปกรณ์ SIM Box (กล่องที่บรรจุซิมได้ 400 ซิม) เพื่อใช้โทรศัพท์หลอกลวง ผู้ให้บริการโทรคมนาคม (TELCO) ควรต้องสามารถตรวจจับความผิดปกตินี้ได้ตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อซิม
  • การละเมิดความเป็นส่วนตัว (Privacy): โปรแกรมและแอปพลิเคชันต่างๆ (เช่น Line, Facebook, แอปธนาคาร) มักจะขอสิทธิ์เข้าถึง Contact (รายชื่อผู้ติดต่อ) และ Photo (รูปภาพ) ของผู้ใช้งาน ซึ่งหากผู้ใช้ยินยอมโดยไม่ระมัดระวัง ข้อมูลส่วนตัวจะถูกดูดออกไป ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปขายหรือแชร์ระหว่างบริษัทอาชญากรรม และนำไปใช้สร้างสตอรี่เพื่อหลอกลวงเหยื่อ

การตรวจจับด้วยเทคโนโลยีและธงแดง (Red Flags)

ปัจจุบันธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติ กำลังดำเนินการใช้เทคโนโลยีและกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เพื่อตรวจจับและป้องกันการฟอกเงิน โดยใช้เทคนิค ดังนี้

  • Customer Profiling คือการใช้ AI และ Fraud Detection (การตรวจจับการทุจริต) เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่ายและโอนเงินของลูกค้าแต่ละคน เพื่อหาความผิดปกติ
  • Machine Learning เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการเรียนรู้และตรวจจับแพทเทิร์น หรือรูปแบบที่ซ้ำๆ หรือผิดปกติจากสถิติ หากมีธุรกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากพฤติกรรมปกติ (เช่น อยู่ ๆ มีการโอนเงินจำนวนมาก) ระบบจะแจ้งเตือนอย่างไรก็ตาม หากระบบเข้มงวดเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาการแจ้งเตือนผิดพลาด
  • Deep Learning และ Generative AI เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดจาก Machine Learning ที่สามารถวิเคราะห์เส้นทางการเงินย้อนหลังได้หลายปี ธนาคารจะรู้ข้อมูลการเงินของลูกค้าอย่างละเอียดที่สุด รวมถึงแหล่งที่มาที่ไปของเงิน

นอกจากนี้ อ.ปริญญา ได้กล่าวถึง Red Flag (ธงแดง) ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ความผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ดังนี้

  1. ธุรกรรมขาเข้า-ขาออกสูงมาก ในบัญชีที่เพิ่งเปิดใหม่ และไม่สอดคล้องกับมูลค่าการหมุนเวียนปกติ
  2. ธุรกรรมซ้ำๆ ที่ใกล้เคียงกัน เช่น การโอนเงินย่อยๆ หลายครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงลิมิตการสแกนหน้า หรือลิมิตของ ปปง.
  3. การรับชำระและจ่ายเงินให้บุคคลที่สามหลายราย ในช่วงเวลาสั้น โดยไม่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกัน
  4. ข้อมูล KYC ไม่สอดคล้องกับอาชีพ เช่น รายได้ไม่สมเหตุสมผลกับอาชีพ
  5. การโยกเงินไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจเทาๆ เช่น คาสิโน หรือการโอนเงินข้ามประเทศถี่ผิดปกติ

กลไกการฟอกเงินเป็นทรัพย์สินขาวและข้อจำกัด

หลังจากเงินสกปรกถูกฟอกผ่านคริปโตฯ แล้ว มันจะถูกนำมาปนกับธุรกิจที่เรียกว่า Cash Rich หรือธุรกิจที่หมุนเวียนเงินสดจำนวนมาก เพื่อให้เงินดำกลายเป็นเงินที่บริสุทธิ์ ธุรกิจที่ถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน ได้แก่ ทองคำ  บ่อน/คาสิโน ที่ถูกกฎหมาย ร้านอาหาร หรือธุรกิจค้าปลีกที่มีรายได้สูง มูลนิธิ โดยอ้างว่าเป็นการบริจาค ตลาดหลักทรัพย์ โดยนำเงินมาลงทุนซื้อหุ้น หรือเทคโอเวอร์บริษัทในตลาด และอสังหาริมทรัพย์ มีการซื้อบ้านหรู คอนโดราคาสูง หรือที่ดินด้วยเงินสดจำนวนมาก

ในกรณีของคริปโตฯ (เช่น Bitcoin) แม้จะมีการใช้ Blockchain ซึ่งมีความโปร่งใสสูง แต่เนื่องจาก Address หรือที่อยู่กระเป๋าเงินไม่ได้ระบุตัวตนเจ้าของทำให้โจรนิยมใช้ อย่างไรก็ตาม หากกระเป๋านั้นมีการติดต่อกับ Exchange (กระดานเทรด) ที่ต้องทำ KYC ทางการก็จะสามารถติดตามได้ ช่องโหว่ที่โจรใช้เพื่อหลีกเลี่ยง Exchange คือการซื้อขายแบบ OTC (Over the Counter) หรือการแลกเปลี่ยนโดยตรงระหว่างบุคคล

มาตรการรับมือเชิงรุกและข้อเสนอแนะ

อ.ปริญญา เสนอแนะมาตรการเชิงรุกเพื่อปราบปรามการฟอกเงินในประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเนื่องจากแก๊งอาชญากรรมกำลังย้ายฐานปฏิบัติการมายังไทย

  1. บังคับใช้ Shared Responsibility Framework (SRF): กรอบความรับผิดชอบร่วมกันที่กำหนดให้ทั้งสามฝ่าย ได้แก่ เหยื่อ, ธนาคาร และ TELCO (ผู้ให้บริการโทรคมนาคม) ต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหาย
  2. ขอความร่วมมือ TELCO เพิ่มความเข้มงวด โดยให้ TELCO เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติในการซื้อซิมจำนวนมาก หรือมีการส่ง SMS ในลักษณะ SPAM หรือ Phishing
  3. ให้ความรู้แก่ประชาชน: จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้าน Digital Literacy (ความสามารถในการใช้สื่อดิจิทัล) และ AI Literacy
  4. เสริมความแข็งแกร่งของหน่วยงานกำกับดูแล: ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ควรเพิ่มการตรวจสอบในส่วนของการฟอกเงินผ่านตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล
  5. การกวาดล้างเจ้าหน้าที่รัฐ/นักธุรกิจที่เกี่ยวข้อง: ดำเนินการอย่างจริงจังต่อผู้ที่ให้ความร่วมมือในการฟอกเงิน

เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องตกเป็นแหล่งปฏิบัติการทางการเงินผิดกฎหมาย และเป็นศูนย์กลางของแก๊งสแกมเมอร์ รัฐต้องเร่งมือในการสกัดกั้นโดยด่วน

Related Content