
ในยุคที่เราใช้ AI ช่วยทำงานและตอบคำถามในชีวิตประจำวันแทบทุกเรื่อง หลายคนอาจหลงลืมไปว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว จากอดีตที่เรามักจะกลัวแฮกเกอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ในปัจจุบัน ภัยที่น่ากลัวที่สุดอาจมาจาก “ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน” ที่เราใช้งานอยู่ทุกวัน บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกมุมมองและคำแนะนำจาก ดร.ปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ACIS Professional Center และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) เกี่ยวกับวิธีเอาตัวรอดในยุค AI
“ของฟรีไม่มีในโลก” เมื่อคุณคือสินค้าของ AI
แอปพลิเคชัน AI ต่างๆ ใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลหลักหมื่นถึงแสนล้านบาท ดังนั้นผู้ให้บริการเหล่านี้จึงไม่ใช่มูลนิธิที่จะมาให้บริการเราฟรีๆ กฎเหล็กที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ “If product is free, you are their product” (หากสินค้าคือของฟรี ตัวคุณนั่นแหละคือสินค้า) การที่ AI สามารถโต้ตอบและฉลาดขึ้นได้ เป็นเพราะมันเรียนรู้จากข้อมูลที่เราพิมพ์ป้อนเข้าไป หากเราใช้งานไปนานๆ AI จะสามารถจดจำโปรไฟล์ของเราได้หมด ไม่ว่าจะเป็นสีรถที่เราใช้ หรือความกังวลเรื่องสุขภาพ และมักจะนำเรื่องเหล่านี้กลับมาตอบเราเสมอ
ความลับที่ถูกนำไปขายต่อให้กับบุคคลที่สาม
หลายคนอาจคิดว่าการนั่งพิมพ์คุยกับ AI อยู่คนเดียวหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องส่วนตัว แต่แท้จริงแล้วมันเปรียบเสมือน การนำข้อมูลไปยืนแก้ผ้าที่สนามหลวง หรือง่ายๆ คือเหมือนมีคนใส่หมวกไอ้โม่ง 5-6 คนคอยยืนจ้องมองสิ่งที่เราพิมพ์อยู่ข้างหลังตลอดเวลา
มีงานวิจัยจาก University of California, Davis ที่ได้ทำการทดสอบแอปพลิเคชัน AI จำนวน 20 ตัว และพบความจริงที่น่าตกใจว่า มีแชตบอต 17 ตัวที่แชร์ข้อมูลกับบุคคลที่สาม โดยในจำนวนนี้มีบางรายที่ถึงขั้นส่งเนื้อหาบทสนทนาออกไป ****(Third Party) เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำโฆษณา ยกตัวอย่างเช่น หากคุณป่วยเป็นเบาหวานและไปพิมพ์ปรึกษา AI ว่าควรทานยาอะไรหรือฉีดยาแบบไหน ข้อมูลสุขภาพของคุณจะถูกจัดเก็บและอาจถูกส่งต่อไปยังบริษัทขายยา ซึ่งจะทำให้มีโฆษณายิงกลับมาหาคุณได้ตรงจุด
ไม่ต้องกลัว AI นำใบหน้าไปใช้ เพราะโซเชียลมีเดียมีข้อมูลคุณนานแล้ว
สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลว่า การนำรูปถ่ายไปให้แอปพลิเคชัน AI สร้างภาพขำๆ จะทำให้ AI ขโมยใบหน้าของเราไปใช้นั้น ความเป็นจริงคือ ข้อมูลรูปร่างหน้าตาของเราได้หลุดเข้าไปในแพลตฟอร์ม Social Media นานแล้ว จากการที่เราโพสต์รูปเซลฟี่มาโดยตลอด แพลตฟอร์มเหล่านี้มี AI ทำงานอยู่เบื้องหลังมา 5-6 ปี และวิเคราะห์ใบหน้าของเราได้ทั้งหมด ส่วนภาพบุคคลหล่อสวยที่ AI สร้างขึ้นมานั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มีอยู่จริง แต่เป็นการนำลักษณะของดาราหลายๆ คนมาผสมรวมกัน
ทริกการใช้งาน AI ให้ปลอดภัยแบบมืออาชีพ
เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล เราสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ได้:
- ใช้หลักการ Data Reduction (ลดทอนข้อมูล): หากต้องการให้ AI ช่วยวิเคราะห์เอกสารสำคัญ เช่น สัญญาบริษัท ห้ามพิมพ์ข้อมูลเต็มลงไปเด็ดขาด ควรลบชื่อบริษัท ชื่อลูกค้า เลขบัญชี และข้อมูลส่วนบุคคลออกให้หมดก่อน แล้วจึงค่อยให้ AI วิเคราะห์ ซึ่งหลักการนี้เหมือนกับการเซ็นเซอร์เลขบัตรเครดิตตามซูเปอร์มาร์เก็ตให้เป็นเครื่องหมาย “XXX”
- ใช้ตัวแทนในการถาม: หากต้องการปรึกษาเรื่องส่วนตัว เช่น อาการป่วย ไม่ควรล็อกอินด้วยชื่อจริงแล้วถามตรงๆ เพราะ AI จะสามารถเชื่อมโยงคำถามกับตัวตน (Identity) ของเราได้ ควรเลี่ยงไปใช้วิธีสมมติ เช่น พิมพ์ว่า “มีเพื่อนคนหนึ่งกำลังป่วย ฝากถามหน่อยว่า…”
- เปิดโหมด Temporary Chat: ใน AI บางตัวอย่าง ChatGPT จะมีฟังก์ชันสัญลักษณ์ “เส้นประ” ที่มุมขวาบน ซึ่งก็คือ Temporary Chat หรือโหมดส่วนตัว เมื่อเปิดใช้งาน ระบบจะระบุว่าจะไม่เก็บประวัติการแชท ไม่นำข้อมูลไปเทรนโมเดล และตรวจสอบระยะเวลาที่ผู้ให้บริการระบุจริง
- กฎเหล็กแห่งความปลอดภัย: สิ่งใดก็ตามที่เป็นข้อมูลลับ ข้อมูลส่วนบุคคล รหัสผ่าน หรือข้อมูลที่ หากหลุดออกไปแล้วจะทำให้เราเดือดร้อน “อย่าใส่ลงไปใน AI เด็ดขาด”
อธิปไตยด้าน AI (AI Sovereignty) ก้าวต่อไปที่โลกกำลังตื่นตัว
ในระดับประเทศ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยยังมีความท้าทายในการบังคับใช้กับแพลตฟอร์มระดับโลกที่มักอ้างว่าตนให้บริการครอบคลุมระดับโลกและไม่มีสำนักงานอยู่ในไทย สิ่งที่สำคัญในประเทศตอนนี้คือการสร้าง “ความรู้เท่าทัน (AI Literacy)” ให้กับประชาชน โครงการระดับชาติควรมีการจัดอบรมและมีหลักสูตรให้ความรู้เรื่องความปลอดภัย (Security) และความเป็นส่วนตัว (Privacy) ควบคู่กันไป แทนที่จะเป็นเพียงการแจกให้ใช้งานเฉยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยนำข้อมูลส่วนตัวไปมอบให้ต่างชาติ
ปัจจุบันทั่วโลกเริ่มตื่นตัวเรื่อง อธิปไตยด้าน AI (AI Sovereignty) เช่น ในประเทศฝรั่งเศสหรือระดับยุโรป ที่พยายามพัฒนาระบบ AI ของตนเองเพื่อปลดแอกและป้องกันไม่ให้ข้อมูลของประชากรตกไปอยู่ในมือของมหาอำนาจอย่างอเมริกาหรือจีน
บทสรุป
เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและมีประโยชน์อย่างมหาศาล หากเราใช้งานอย่างถูกวิธีและมีสติ เพียงแค่ยึดหลักเบสิกง่ายๆ ว่า “ข้อมูลใดที่เป็นความลับ อย่าป้อนให้ AI” เพียงเท่านี้ เราก็สามารถก้าวทันและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยแล้วครับ!






