
แม้ประเทศไทยจะมีการบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับเพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ. ไซเบอร์, พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) รวมถึงล่าสุดคือ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แต่สถานการณ์ความเสียหายกลับยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จากสถิติความเสียหายจนถึงช่วงกลางปี 2569 พบว่าคนไทยสูญเงินรวมกว่า 34,095 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 64 ล้านบาท
บทความนี้สรุปมุมมองและบทวิเคราะห์เชิงลึกจาก ดร. ปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับวารสารจุลนิติ ถึงรอยรั่วของการบังคับใช้กฎหมาย และแนวทางแก้ไขเพื่อยกระดับความมั่นคงทางดิจิทัลของไทย
1. กฎหมายใหม่ แต่ผลลัพธ์ยัง “ต่ำมาก”
เจตนารมณ์ของกฎหมายใหม่ต้องการกระจายความรับผิดชอบ (Shared Responsibility) ให้ครอบคลุม 4 ฝ่าย ได้แก่ ผู้เสียหาย ธนาคาร ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ (Operator) และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อคดีถึงชั้นศาล ภาระมักตกอยู่ที่ผู้เสียหายและธนาคารฝ่ายละครึ่ง โดยยังไม่ปรากฏกรณีที่ผู้ให้บริการเครือข่ายหรือแพลตฟอร์มต้องมาร่วมชดใช้หรือถูกปรับอย่างจริงจัง ทำให้ ดร. ปริญญา ประเมินว่าผลสัมฤทธิ์ของการบังคับใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ยังอยู่ในระดับที่ “ต่ำมาก” และไม่ต่างจากก่อนมีกฎหมายมากนัก นอกจากนี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ได้ย้ายฐานเข้ามาเช่าอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดในย่านใจกลางเมืองของไทย เช่น รัชดา ห้วยขวาง และสุขุมวิทแล้ว
2. เปิด 7 อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายติดขัด
การทำงานของเจ้าหน้าที่และกลไกทางกฎหมายยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ 7 ประการ ได้แก่:
- ความล่าช้าในการระงับเหตุ (Speed vs Cyber): แพลตฟอร์มต่างชาติมักใช้เวลานานในการปิดเพจหลอกลวง ทำให้ผู้เสียหายหรือเจ้าของแบรนด์ตัวจริงต้องยอมเสียเงินจ่ายค่าเครื่องหมายยืนยันตัวตน (Verify Badge) ให้แพลตฟอร์มเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- ข้อจำกัดเรื่องเขตอำนาจ (Jurisdiction Limit): แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่มักอ้างว่าไม่มีสำนักงานในไทยเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ทั้งที่มีพนักงานและดำเนินธุรกิจอยู่ในไทยอย่างชัดเจน
- ขาดแคลนบุคลากร: ปัจจุบันมีผู้เข้าแจ้งความคดีไซเบอร์วันละประมาณ 1,000 คดี (เพิ่มขึ้น 20%) ทำให้ตำรวจไซเบอร์มีไม่เพียงพอต่อการรับมือ
- เจ้าหน้าที่ขาดความรู้ความเข้าใจ: เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าบางส่วนยังไม่ทราบถึงข้อกฎหมายใหม่ หรือตีความว่าเหตุการณ์ยังไม่เข้าข่ายความผิด ทำให้เกิดการปฏิเสธการรับแจ้งความ
- ขาดหน่วยงานให้ความรู้ประชาชน: ประเทศไทยขาดการรณรงค์ให้ความรู้ด้านไซเบอร์อย่างจริงจัง ดร. ปริญญา เสนอให้จัดตั้ง “สสส. ไซเบอร์” เพื่อทำหน้าที่ให้ความรู้ประชาชนโดยตรง คล้ายกับการรณรงค์เมาไม่ขับ
- ความอ่อนแอในการยืนยันตัวตน (KYC): แม้ธนาคารจะเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบตัวตน แต่กลุ่ม Payment Gateway และ Crypto Exchange บางแห่งยังหละหลวม ปล่อยให้มีบัญชีที่ทำธุรกรรมโอนเงินยิบย่อยตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายเว็บพนันหรือการฟอกเงิน
- ขาดกลไกการตรวจสอบ (Audit): ยังไม่มีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ตรวจสอบหรือคุ้มครองผู้บริโภคในประเด็นนี้อย่างเป็นรูปธรรม
3. บทเรียนจากต่างชาติ และการยกระดับสู่ Data Bureau
ในสหภาพยุโรปมีการบังคับใช้กฎหมายอย่าง GDPR, DSA และ DMA ซึ่งกำหนดมาตรฐานเวลา (SLA) ให้แพลตฟอร์มต้องระงับข้อมูลภายใน 72 ชั่วโมง หากฝ่าฝืนจะโดนปรับมหาศาล ส่วนสิงคโปร์มีการแชร์ข้อมูลความเสี่ยงร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนในระบบที่เรียกว่า COSMIC
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันเริ่มมีการใช้งาน Central Fraud Registry (CFR) ที่ช่วยให้ธนาคารแชร์ข้อมูลเส้นทางการเงินของบัญชีม้าได้รวดเร็วขึ้น แต่ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการสนับสนุนแนวคิดของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการยกระดับ CFR สู่การเป็น “Data Bureau” เพื่อให้เห็นการไหลเวียนของการเบิกถอนเงินสดจำนวนมหาศาล และเชื่อมโยงข้อมูลกับ Crypto Exchange แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมหาศาล
4. มาตรการรับมือและการเยียวยาด้วยเทคโนโลยี
ภาคธนาคารได้นำ AI และ Machine Learning มาใช้ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ (Detection) เช่น การบังคับสแกนใบหน้าหากโอนเงินเกิน 50,000 บาท หรือตรวจสอบการโอนเงินจำนวน 49,000 บาทซ้ำๆ หากพบความเสี่ยงระบบจะบล็อกและบังคับให้ผู้ใช้งานไปแสดงตนที่สาขาทันที ในด้านการเยียวยา (Recovery) ถือว่ากฎหมายเริ่มเห็นผลบวก โดยมีการจัดตั้งกองทุนนำเงินค่าปรับมาเยียวยาผู้เสียหาย ทำให้เหยื่อบางรายได้รับเงินคืนรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอให้คดีสิ้นสุดถึงชั้นศาลฎีกา
5. บทสรุป: เลิกวิ่งไล่จับ สู่การรับมือเชิงรุกเพื่อเป้าหมายใหญ่ของชาติ
การแก้ปัญหาในปัจจุบันยังเป็นแบบ “แมวจับหนู” หรือ Reactive (เกิดเหตุแล้วค่อยตามจับ) ซึ่งควรเปลี่ยนเป็นแบบ Proactive (เชิงรุก) เพื่อป้องกันความเสียหายก่อนเกิดเหตุ โดยบีบให้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบ ซึ่งอาจช่วยลดมูลค่าความเสียหายได้ถึงครึ่งหนึ่ง
ความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และการกวาดล้างบัญชีม้า ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องเงินในกระเป๋าของประชาชน แต่ยังส่งผลถึงภาพลักษณ์ความโปร่งใสระดับชาติ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ประเทศไทยต้องผ่านการประเมินเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในเป้าหมายปี พ.ศ. 2573 (2030) หากทำสำเร็จจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และยกระดับ GDP ของประเทศได้อย่างก้าวกระโดดต่อไป






